Font Size

Text Size
เวทีปฏิรูป

เวทีการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะคนไทย ครั้งที่ 23

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันพุธที่ 09 ธันวาคม 2009 เวลา 17:01 น.
SHARE STORE:
Digg
 

 

“เวทีปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะคนไทย”ครั้งที่ 23

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13.30 – 16.30 น.

ณ ห้อง Meeting 1 สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

..................................................................................................................................................

 

1. เกริ่นนำ

ศ.นพ.ประเวศ วะสี แนะนำผู้เข้าร่วมประชุมใหม่ ได้แก่ พลเอกจารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตผู้อำนวยการสถาบันชั้นสูงของกองทัพบก ปัจจุบันเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถเป็นโหนดใหญ่ในการดึงบุคลากรมาทำงานเรื่องต่างๆ ดังนั้นมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์อาจพิจารณาประเด็นการปฏิรูปประเทศไทยที่สนใจในการขับเคลื่อนทางวิชาการเพื่อให้เกิดผลดีต่อประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 10 เรื่อง โดยการทำงานของแต่ละส่วนจะมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายและหนุนเสริมซึ่งกันและกันโดยมีความเป็นอิสระต่อกัน ได้แก่

(1) สร้างจิตสำนึกใหม่
(2) สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ ทั้งนี้เพราะเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านมาได้ใช้ GDP เป็นตัวตั้ง ทำให้เกิด
ปัญหาการว่างงาน และเกิดความทุกข์ทั่วโลก ดังนั้นจะต้องเน้นสัมมาชีพเพื่อให้ทุกคนมีอาชีพที่มั่นคง ซึ่งในอนาคตจะมีนโยบายจำนวนมากเพื่อสนับสนุนเรื่องสัมมาชีพ เช่น การใช้ที่ดิน เป็นต้น
(3) ความเข้มแข็งของชุมชนและท้องถิ่น
(4) ระบบการศึกษาที่พาชาติออกจากวิกฤต
(5) สร้างธรรมาภิบาล การเมือง การปกครอง ระบบความยุติธรรม และสันติภาพ สำหรับการดำเนินงาน
เรื่องสันติภาพได้มีพลเอกเอกชัย ศรีวิลาศจากสถาบันพระปกเกล้า และคณะกรรมการยุทธศาสตร์สันติวิธีซึ่งอยู่ ภายใต้สภาความมั่นคงแห่งชาติกำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะมานำเสนอในโอกาสต่อไป
(6) ระบบสวัสดิการสังคม
(7) ความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและพลังงาน โดยมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และกองทัพเรือ ได้ร่วมกันจัดประชุมเรื่องพลังงานในวันที่ 22 ธันวาคม 2552
(8) การปฏิรูประบบสุขภาพ เป็นการมองเรื่องสุขภาพแนวใหม่ที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคมและมนุษย์ ซึ่งมีหลายองค์กรที่ดำเนินการเรื่องนี้ เช่น สวรส. สช. สสส. เป็นต้น
(9) การวิจัยยุทธศาสตร์ชาติ
(10) สร้างระบบการสื่อสารที่ผสานทุกเรื่องทั้ง 10 เรื่องเป็นเรื่องใหญ่และยาก ไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยการใช้อำนาจแต่จะต้องใช้ความรู้ ทุกคนจะต้องร่วมกันทำโดยพิจารณาตามความสนใจ โดยการดำเนินงานในแต่ละเรื่องจะต้องไม่เป็นเรื่องการเมืองเพื่อให้ทุกภาคส่วนรวมทั้งข้าราชการสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานและสร้างเครือข่าย ทั้งนี้การดำเนินงานของแต่ละกลุ่มจะมีอิสระในการคิด การเคลื่อนไหวและการเชื่อมโยง ซึ่งอาจเป็นลักษณะ INN ได้แก่ (1) Individualแต่ละคนมีศักดิ์ศรีและศักยภาพรวมถึงคุณค่าความเป็นคน (2) Node เป็นการรวมกลุ่มบุคคลที่มีความชอบเหมือนกัน มีการพบปะกันเป็นประจำสม่ำเสมอและมีความพยายามในการขับเคลื่อนงานต่างๆ (3) Network เป็นการทำงานในลักษณะเครือข่าย ซึ่งถ้าสามารถเกิดเครือข่ายทั้งประเทศจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

นพ.สุภกร บัวสาย กล่าวเพิ่มเติมดังนี้
• องค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายของเรื่องสุขภาวะในความหมายที่กว้างกว่าเรื่องโรค เช่น การประชุมขององค์การอนามัยโลกเรื่องยุทธศาสตร์อาหาร ซึ่งไม่ได้เน้นแต่เรื่องโภชนาการหรืออาหาร แต่ได้มีการพูดถึงระบบเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปอาหาร แรงงาน และการบริโภคสมัยใหม่ เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยโดยการเปิดประเด็นของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้ทำให้เรื่องสุขภาวะเป็นประเด็นร่วมที่ทำให้เกิดความร่วมมือจากหน่วยงานหลายภาคส่วน
• จากทั้ง 10 เรื่องดังกล่าว หากใช้เจดีย์เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมาย จะสามารถแบ่งได้ 3 ส่วน ได้แก่

(1) ยอดเจดีย์ หมายถึง การทำให้คนเกิดสัมมาทิฐิ มีความคิดและความเชื่อที่ถูกต้องและชอบธรรม ซึ่งการ
ดำเนินงานจะไม่สามารถใช้สื่อรณรงค์ได้ แต่จะต้องมีการคิดรูปแบบการสื่อสารแบบใหม่ที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั้งนี้ในการประชุมครั้งต่อไป ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จะได้มานำเสนอถึงกระบวนการประชาเสวนา (Citizendialogue) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ชักชวนให้ประชาชนพูดถึงเรื่องสัมมาทิฐิ

(2) องค์เจดีย์ หมายถึง เรื่องต่างๆ ทั้ง10 ประเด็น

(3) ฐานเจดีย์ ได้แก่ การชักชวนให้แต่ละภาคส่วนมาเป็นเจ้าภาพในการขับเคลื่อนทั้ง 10 เรื่องรวมถึงการทำงานในระดับพื้นที่ ดังนั้นจะเห็นว่าการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการดำเนินงาน
• แนะนำวิทยากร ได้แก่ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ซึ่งจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง
ได้มีการศึกษาโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมรวมถึงเรื่องสวัสดิการ ซึ่งมีการดำเนินการ 2 ส่วน ได้แก่ งานเชิงระบบและการสร้างเครือข่ายแรงงาน ซึ่งอนาคตจะเป็นส่วนสำคัญในการทำหน้าที่ประสานและเชื่อมโยงในการสร้างเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศ

2. ปรึกษาหารือ
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ได้นำเสนอดังนี้
• เรื่องสวัสดิการได้มีการดำเนินงานมานานแล้ว แต่ได้เกิดประเด็นและการรณรงค์จริงจังในช่วง พ.ศ.2540 – 2542 ซึ่งเป็นภาวะวิกฤติของประเทศและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก มีการตั้งคำถามว่าจากปัญหาดังกล่าวจะสามารถช่วยคนจนให้รอดพ้นภาวะวิกฤติได้อย่างไร ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมักนึกถึงคนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมสงเคราะห์ และนักเศรษฐศาสตร์ปกครอง โดยแต่ละคนที่เกี่ยวข้องยังมีความเข้าใจต่อเรื่องความจนและสวัสดิการแตกต่างกัน ดังนั้นจึงได้มีการศึกษาเชิงแนวคิดทฤษฎีและสรุปเป็นหนังสือ “เศรษฐศาสตร์การเมืองคนจนไทยในภาวะวิกฤติ” โดยเป็นการศึกษาว่าคนจนคือใคร ทำไมถึงยากจน ซึ่งพบว่า คนจนมีหลายมิติ และความยากจนไม่สามารถอธิบายในมิติด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งเป็นการวัดความด้านรายได้เพียงอย่างเดียว

•นักคิดและนักทฤษฎีหลายท่านที่ได้มีการศึกษาเชิงวิชาการ ได้ให้ความเห็นว่าในภาวะวิกฤติจำเป็นจะต้องมี social safety net เข้ามาแก้ไขวิกฤติให้คนจน ซึ่งในขณะนั้นคำว่า social safety net ได้เป็นคำศัพท์ใหม่ของสังคมไทย ทำให้ได้มีการศึกษาเรื่องนี้จนได้แนวคิดทางทฤษฎีที่ชัดเจนและมีการจัดทำเป็นหนังสือ “การสำรวจความรู้เชิงแนวคิด ทฤษฎี บทบาทและความสำคัญต่อสังคมของโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (social safetynet)” ซึ่งได้ความว่า social safety net เป็นการจัดระบบสวัสดิการขั้นต่ำให้กับคนจน จากนั้นได้มีการศึกษาต่อว่า จะพัฒนาระบบสวัสดิการพื้นฐานทั้งที่เป็นแบบ social safety net และไม่ใช่ social safety net เพื่อบรรเทาความยากเข็ญของคนด้อยโอกาสได้อย่างไร ซึ่งการศึกษาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และผลจากการศึกษาหาคำตอบได้มีการจัดทำเป็นหนังสือ “บทสังเคราะห์ภาพรวมการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย” ซึ่งทำให้รู้ถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และรู้ว่ามิติความจนไม่สามารถวัดจากรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ความจนมี 4 มิติ ได้แก่ ทรัพย์สิน โอกาส อำนาจ ศักดิ์ศรี ทั้งนี้หนังสือดังกล่าวได้มีการเผยแพร่และขับเคลื่อนเสนอนโยบายเรื่องสวัสดิการสังคม จนได้แนวทาและข้อสรุปเป็นหนังสือ “การสร้างสวัสดิการสังคมในมิติการกินดี อยู่ดี มีสุข และมีสิทธิ”

•หลังจากได้แนวทางเชิงนโยบายและพลังขับเคลื่อนเบื้องต้นแล้ว ดังนั้นจะทำให้เกิดนโยบายและวาระแห่งชาติได้อย่างไร ซึ่งได้มีการผลักดันแนวทางและนโยบายผ่านคณะทำงานการกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยการรวบรมสังเคราะห์งานวิจัยที่ผ่านมาและปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเติมจนได้งานวิจัยเรื่อง “สวัสดิการพื้นฐาน (social safety net) : รากฐานความเป็นธรรมทางรายได้” จากรายงานฉบับนี้ได้เป็นฐานความรู้ในการทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างสังคมสวัสดิการ หรือสังคมที่สร้างสรรค์สวัสดิการ โดยเป็นความร่วมมือจากทั้ง 3 ภาคี ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ทั้งนี้สังคมสวัสดิการ (welfare society) จะมีการสร้างสวัสดิการใน 3 ด้าน ได้แก่

(1) บริการสังคม (รัฐเป็นด้านหลัก ธุรกิจ ชุมชน และครอบครัวเป็นด้านรอง)

(2) ประกันสังคม (รัฐ ธุรกิจ และผู้เอาประโยชน์ร่วมกันรับผิดชอบเท่าๆ กัน)

(3) สงเคราะห์สังคม (รัฐ ธุรกิจ ชุมชนและครอบครัวร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมาตามความสามารถของแต่ละฝ่าย) ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบกับแนวทางการสร้างสังคมสวัสดิการเป็นกลไกการกระจายรายได้ และให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบและกำหนดให้เรื่องสังคมสวัสดิการเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2552 และให้วันดังกล่าวของทุกปีเป็นวันสังคมสวัสดิการ

•อีกด้านหนึ่งกระบวนการพัฒนาแรงงาน พัฒนาขบวนการ เพื่อสร้างสังคมสวัสดิการก็เกิดคู่ขนานกัน
ไป ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ในโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงานเพื่อการคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการแรงงาน (โครงการสังคมเพื่อน) โดยแนวคิดโครงการคือ ตั้งหลักปักแกน สร้างแขนขาเครือข่ายสร้างดาวรายกลุ่มเรียนรู้ ต่อสู้เพื่อสร้างขบวนการ สร้างฐานสุขภาวะ และยกระดับสถานะสวัสดิการ โดยมีการดำเนินงานเริ่มจากแกนนำ 50 คน ซึ่งจะมีประชุมเดือนละ 2 ครั้ง โดยเป็นการประชุมพูดคุยเชิงทฤษฎีเพื่อยกระดับความคิดในการทำงานควบคู่กับประชุมวางแผนการดำเนินงาน จากนั้นจะทำการขยายเพื่อหาแกนรอง และทำการหาสมาชิกกลุ่มซึ่งเรียกว่าดาวรายการเรียนรู้ซึ่งจะมีการประชุมทุกสัปดาห์ และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นกลุ่มดาวรายการเรียนรู้จะต้องนำเสนอผ่านแกนนำเพื่อส่งต่อให้โครงการ โดยจะต้องมีการเขียนเป็นรายงานการประชุมทุกครั้ง

ขณะนี้ได้มีรายงานประมาณ 3,000 ฉบับซึ่งถือเป็นฐานใหญ่ในการทำวิจัย ดังนั้นจะเห็นว่าแกนนำ 50 คนดังกล่าวจะถูกแบ่งออกเป็น 50 กลุ่มโดยแต่ละกลุ่มจะมีสมาชิกเป็นคนงานซึ่งเป็นคนงานในโรงงานและแรงงานนอกระบบ ทั้งนี้เมื่อสิ้นปีการขับเคลื่อนงานจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มคน 100,000 คน และเมื่อครบ 5 ปีคาดว่าจะมีจำนวนทั้งสิ้น 1,000,000 คน
• ผลผลิตของโครงการ ได้แก่ (1) แกนนำ กลุ่มเรียนรู้ (2) กลุ่มออมทรัพย์ 32 กลุ่ม (มีเงินออม
ประมาณ 500,000 บาท) และสหกรณ์ออมทรัพย์ 2 แห่ง (3) ต้นแบบกลุ่มเกื้อกูลแรงงานในระบบและนอกระบบ

(4) สหภาพแรงงาน 3 แห่ง และชมรมผู้ประกันตน (4) ข้อมูลด้านชีวิต ครอบครัว ชุมชน โรงงานและสถานการณ์การจ้าง

(5) กลุ่มวิสาหกิจแรงงาน (อาชีพเสริมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต) เช่น คนงานจังหวัดปราจีนบุรีมีรายได้สูงสุด 8,000 บาท จากการสำรวจข้อมูลพบว่ากว่าร้อยละ 80 มีการใช้บัตรเติมเงินมือถือ ดังนั้นจึงได้มีรูปแบบในการขายบัตรมือถือเพื่อนำกำไรที่เกิดจากการขายเข้ากองทุนและมีการบริหารจัดการกันเอง หรือแม้แต่คนงานที่ทำงานบริษัทผลิตเครื่องซักผ้าสามารถใช้สิทธิ์ในการซื้อสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาดเพื่อนำมาขายกับคนภายนอก จากการดำเนินงานได้ข้อสรุปว่าคนที่อยู่ต่างถิ่นต่างชุมชนหรือหมู่บ้าน แต่ถ้าอยู่ภายใต้องค์กรเดียวกัน มีฐานคิดเชิงอุดมคติคล้ายกัน มีความทุกข์และความสุขคล้ายกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีการพบปะอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เกิดทุนทางสังคมซึ่งมีความไว้วางใจและเกิดเป็นเครือข่ายคล้ายกับชุมชน เรียกว่า ชุมชนสังคมเพื่อน เมื่อเป็นเช่นนี้จะเห็นว่าช่องทางในการดำเนินงานมีหลากหลาย ขาดเพียงทุนที่ใช้สำหรับการจัดการ ดังนั้นจึงได้มีแนวคิดใน
การจัดตั้งธนาคารลูกจ้าง

• ธนาคารลูกจ้างจะมีรูปแบบ ดังนี้ (1) กลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์ (cooperative bank) โดยเงินทั้งหมดจะฝากไว้ในธนาคารและมีการปล่อยกู้ (2) วิสาหกิจแรงงานเพื่อหารายได้เสริม โดยเป็นการดำเนินงานในลักษณะ Agent ขายสินค้า ซึ่งบุคคลที่ต้องการกู้เงินจะต้องมีการรวมกลุ่มกันโดย 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 5 จะต้องเป็นสมาชิก นอกจากนี้ยังได้มีการใส่เงื่อนไขการกู้ในเรื่องสุขภาวะ เช่น ลดเหล้า ลดหวย ลดบุหรี่ ขณะนี้เรื่องธนาคารลูกจ้างได้มีการทำเป็นโครงการวิจัยภายใต้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการในเดือนธันวาคม

•ธนาคารลูกจ้าง ได้มีรหัสหมายของธนาคาร 5 – 5 – 5 ซึ่งหมายถึง (1) ทุนก่อตั้ง5,000,000 บาท (2)ผู้ร่วมก่อตั้ง 5 ฝ่าย ได้แก่ สสส. สังคมเพื่อน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และผู้ร่วมลงทุนเพื่อสังคม (3) พันธกิจ 5 สร้าง ได้แก่ สร้างฐานเศรษฐกิจแรงงาน สร้างฐานสุขภาวะ สร้างคนและอาชีพ สร้างกลไกการกระจายรายได้ สร้างสังคมสวัสดิการ โดยขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 40,000 คน โดยมีเป้าหมาย 10 ปี ข้างหน้า คือ การสร้างธนาคารลูกจ้างเพื่อเป็นฐานเศรษฐกิจของมวลชน เพื่อลดภาระของนายจ้าง รวมถึงลูกจ้างจะ
ได้มีพลังมากพอในการดำเนินเรื่องการสร้างสิทธิ และการปกป้องสิทธิที่พึงได้ ตัวอย่างสิ่งที่จำเป็นของลูกจ้าง เช่น หอพักคนงานราคาถูกที่อยู่ใกล้โรงงาน และสามารถทำให้หอพักดังกล่าวเป็นสถานที่เลี้ยงเด็กอ่อนเพื่อให้แม่สามารถมาดูแลได้ระหว่างพัก ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าของแรงงาน เป็นต้น

3. ความเห็นและข้อเสนอแนะของที่ประชุม
• ความยากจนเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง ซึ่งแต่ละฝ่ายที่มีความขัดแย้งก็ต้องการที่จะแก้ไขปัญหาเชิง
โครงสร้างดังกล่าว ดังนั้นหากสามารถสร้างจุดร่วมที่ชัดเจนเพื่อให้แต่ละฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในแก้ปัญหาโครงสร้างจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ อีกทั้งน่าจะเป็นประเด็นสำคัญในการลดความขัดแย้ง

•การขับเคลื่อนเรื่องสังคมสวัสดิการเป็นเรื่องที่มีอุดมการณ์ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ดีมีหลักการ
เป็นการสร้างรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นการบริหารจัดการที่ดีซึ่งไม่ใช่การบริหารทั่วไปแต่เป็นการสร้างและจัดการความรู้โดยเน้นการเรียนรู้ ทั้งเรื่องการฝึกอาชีพ ด้านสังคม และสุขภาวะ (การลดเหล้า บุหรี่) ด้วยวิธีคิดแบบทางสายกลาง ซึ่งไม่ต่อต้านภาคส่วนใดแต่พยายามดึงการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน แต่ทั้งนี้อาจมีการพิจารณาภาคี ร่วมดำเนินงานเพิ่มเติม ได้แก่ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งมีทุนมากมายมหาศาล โดยเฉพาะภาครัฐเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินงานเนื่องจากภาครัฐมีงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งการดึงภาครัฐเข้ามาร่วมกิจกรรมก็เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิดและเกิดการเรียนรู้ และภาครัฐจะไปเคลื่อนงานหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ต่อไป

•การจัดตั้งธนาคารไม่ใช่เรื่องง่ายและจะต้องใช้เวลานาน เพราะจะต้องมีการปรับแก้กฎหมาย แต่ทั้งนี้
หากมีการทำเป็นโครงการทดลองจะสามารถดำเนินงานได้ทันที สำหรับการขับเคลื่อนระดับนโยบาย จะต้องมีกระบวนการพัฒนานโยบาย และจะต้องแสดงให้เห็นถึงรูปธรรมว่าจะต้องทำอะไรและอย่างไร

•กระบวนการประชาเสวนา (citizen dialogue) เป็นการดำเนินงานในระดับภาพใหญ่ (macro) มีโจทย์สำคัญคือ “10 ปีข้างหน้าอยากเห็นสวัสดิการสังคมไทยเป็นอย่างไร” โดยกระบวนการดำเนินงานจะเริ่มจากการสุ่มกลุ่มประชากรเพื่อให้ได้บุคคลที่หลากหลาย จากนั้นในช่วงเช้าของการจัดกระบวนการจะให้ผู้เข้าร่วมประชุมทำแบบสำรวจ (poll) และต่อด้วยการนำเสนอข้อมูล fact & figure เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมรับทราบข้อมูลสถานการณ์จริงเกี่ยวกับระบบสวัสดิการซึ่งมี 3 ประเภท ได้แก่ (1) รัฐบาลจัดสวัสดิการให้เฉพาะผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น ส่วนที่เหลือแต่ละภาคส่วนจะมีอิสระในการจัดสวัสดิการเอง ซึ่งรูปแบบนี้มักเกิดในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา (2) รัฐสวัสดิการ
ได้แก่ สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก โดยรัฐบาลจะทำการดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย ประชาชนมีหน้าที่ในการเสียภาษีประมาณร้อยละ 60 ของรายได้ (3) รูปแบบสวัสดิการจะแตกต่างกันแล้วแต่อาชีพ เช่น บางอาชีพประชาชนมีส่วนร่วมมากหรือไม่มีส่วนร่วม เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของสวัสดิการว่ามี 5 ด้าน ได้แก่
การศึกษา การรักษาพยาบาล การว่างงาน การสร้างงาน บำเหน็จบำนาญ และหลังการนำเสนอข้อมูลจะมีการแบ่งกลุ่มพูดคุยเกี่ยวกับระบบสวัสดิการที่อยากให้เกิดขึ้น ซึ่งจะมีการถกเถียงในหลากหลายประเด็น โดยมี TDRI เป็นผู้สังเกตการณ์ เก็บข้อมูลและบันทึกข้อสรุป ขณะนี้ได้มีการดำเนินการแล้วใน 7 เขต ซึ่งมีข้อค้นพบที่น่าสนใจหลายเรื่อง เช่น แต่เดิมคิดว่าชาวบ้านอยากให้รัฐจัดสวัสดิการให้ทั้งหมดซึ่งพบว่าไม่เป็นความจริง ทั้งนี้เพราะการทำเช่นนั้นหมายถึงการที่ประชาชนจะต้องเสียภาษีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเงื่อนไขเหล่านี้ได้ทำเกิดการทบทวนต่อการหาข้อสรุปมากยิ่งขึ้น จากข้างต้นจะเห็นว่ากระบวนการประชาเสวนาเป็นกระบวนการที่มีคุณภาพ เป็นการสร้างประชาธิปไตยโดยให้แต่ละคนมีส่วนร่วม มีการใช้ข้อมูลและความรู้เพื่อนำไปสู่ฉันทามติ รวมถึงการดำเนินการในหลายเรื่องที่สามารถทำได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอภาครัฐ

•กระบวนการประชาเสวนาที่ได้มีการดำเนินการอยู่นั้น จะเป็นการบูรณาการฐานรากของเจดีย์ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ถ้าจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งระบบจะมีรูปแบบการขับเคลื่อนอย่างไร รวมทั้งจะทำอย่างไรให้ สามารถกระจายการดำเนินงานให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดพลังมากพอในการขับเคลื่อน

•ในช่วงภาวะวิกฤติกองทุนเพื่อส้งคม (SIF) ได้มีความพยายามในการทำเรื่อง social safety net เนื่องจากเป็นระบบที่รองรับและช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤติ ซึ่งได้ทำให้เกิดองค์กรการเงิน กลุ่มออมทรัพย์และการจัดสวัสดิการ ทั้งนี้ระบบสวัสดิการที่เกิดขึ้นได้ทำให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล โดยมีรูปแบบหลากหลายตามความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเงินจากชาวบ้านกว่าร้อยละ 70 สำหรับบางพื้นที่ได้มีการได้รับเงินจากองค์กรภายนอกซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินงานเนื่องจากจะต้องมีการทำเงื่อนไขของหน่วยงานภายนอก นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นในการจัดสวัสดิการ แต่ยังมีข้อติดขัดเรื่องสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขเชิงนโยบาย รวมทั้งได้มีการยกระดับความมือ 3 ฝ่าย (ชุมชน ท้องถิ่น รัฐ) และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่ดีและการจัดการความรู้เพื่อให้การดำเนินงานครอบคลุมกลุ่มประชากรมากยิ่งขึ้น

•แต่ละแห่งจะมีบริบทการดำเนินงานที่หลากหลาย ดังนั้นไม่ควรนำรูปแบบการดำเนินงานในรูปแบบ
เดียวไปขยายผลในทุกพื้นที่ ดังนั้นความสำเร็จที่เกิดขึ้นในหลายๆ แห่งจะนำสู่การขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศที่ไม่ใช่เป็นการเลียนแบบได้อย่างไร ตัวอย่างประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาได้มีทำเรื่องประกันราคาผลผลิต ซึ่งในช่วงแรกของการดำเนินงานพบว่าสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ได้มีคำถามสำคัญและได้ประสบในการดำเนินงาน ได้แก่ การไม่ได้คำนึงถึงเกิดภาวะแห้งแล้งและภัยธรรมชาติในพื้นที่ละแวกเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายพร้อมกันและระบบประกันภัยจะไม่สามารถดำเนินงานได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้หากมีการทำในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อยู่คนละแวกจะทำให้สามารถช่วยกระจายความเสียหายได้ นอกจากนี้ยังได้มีประเด็นเรื่องหากไม่มีคนภายนอกมาช่วยในการขับเคลื่อนงานแล้วงานจะสามารถดำเนินงานไปได้หรือไม่

•การดำเนินงานเรื่องสวัสดิการสังคม อปท. มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงาน ทั้งนี้เพราะตำบลจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เช่น การฝึกอาชีพ ศูนย์การเลี้ยงเด็ก ศูนย์คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน การสร้างการเรียนรู้ด้วยภูมิปัญญาขอคนชุมชน เป็นต้น ดังนั้นหาก อปท. สามารถปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ได้ดี จะทำให้เกิดศูนย์กลางที่เป็นยอมรับ และมีหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมในกระบวนการพัฒนางานพื้นที่เพื่อนำสู่ชุมชนเข้มแข็ง และสามารถขยายผลจากกระบวนการพัฒนาดังกล่าว

•เรื่องสังคมสวัสดิการคงไม่ได้ถึงกระบวนการที่ทำงานในลักษณะชุมชนหรือสังคมเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการดำเนินงานในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ (1) การบริหารจัดการระดับบุคคล ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน ดังนั้นหากสามารถจัดการได้ในระดับบุคคลจะทำให้ไม่เกิดภาระไปสู่สังคมมากนัก (2) ระดับสังคมเฉพาะกลุ่มเพื่อให้เกิดช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งในแต่ละกลุ่มจะต้องมีการดำเนินงานเป็นลักษณะเครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงกัน ซึ่งจะมีทั้งเครือข่ายระดับชุมชนและเครือข่ายระดับประเทศที่รัฐจะเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งความสามารถของการจัดการได้แต่ละระดับ (ตนเอง ชุมชน ประเทศ) จะเป็นสิ่งที่บอกถึงความเข้มแข็งของประเทศ ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องมีการวิเคราะห์ช่องว่างการดำเนินงานในแต่ละระดับเพื่อให้การขับเคลื่อนงานดียิ่งขึ้น

•แผนแม่บทการเงินระดับฐานรากซึ่งมีหลายหน่วยงานกำลังดำเนินงาน อาจเป็นช่องทางในการสนับสนุนการดำเนินงานเรื่องสวัสดิการสังคม ซึ่งได้มีการดำเนินงาน 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) การเพิ่มขีดความสามารถของบุคคลและชุมชนให้สามารถจัดการตนเองได้ (2) การลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน (3) การขยายผลตัวอย่างดีๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการประยุกต์ใช้และการสร้างเครือข่ายซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นสร้างปัญญา

•ข้อสังเกต
(1) การเบิกค่ารักษาของข้าราชการในโรงพยาบาลเอกชนควรเป็นระบบ Duo system โดยสามารถเบิกค่ายาได้เท่ากับโรงพยาบาลรัฐ ทั้งนี้เพราะหากสามารถดำเนินการได้เช่นนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลรัฐ
(2) ธนาคารลูกจ้างเป็นการทำงานกับผู้ใช้แรงงานซึ่งไม่ได้มีมิติทางพื้นที่ ดังนั้นมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีพัฒนาไปสู่พื้นที่
(3) บ้านมั่นคงและบ้านเอื้ออาทรอาจไม่ใช่สวัสดิการที่เหมาะสม เนื่องจากไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัย ซึ่งมีตัวอย่างในประเทศอินเดียที่ได้มีการแฟลตแบบตึกสูงให้แก่คนจน ซึ่งทำให้เกิดชุมชนแบบสลัม เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโครงสร้างแบบใหม่ได้ทั้งนี้เพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตซึ่งแต่เดิมเป็นแบบพื้นราบ

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

•การดำเนินงานได้มีต้นแบบเชิงพื้นที่ของการเกื้อกูลระหว่างคนงานกับชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีซึ่ง
เรียกว่าโรงเรียนบ้านนา โดยมีลูกจ้างกว่า 150,000 คน และมีกลุ่มดาวราย 3 แบบ ได้แก่ โรงงาน ชาวบ้าน และผสมระหว่างโรงงานและชาวบ้าน สำหรับรูปธรรมที่เกิดขึ้นคือการเชื่อมต่อระหว่างชาวบ้านและคนงานโรงงาน ได้แก่ คนงานมีการรับซื้อข้าวสารจากชาวบ้าน การระดมทุนเพื่อเช่าที่นาที่กำลังถูกยึดและมาทำนาร่วมกัน ทั้งนี้โครงการได้มีการดำเนินงานใน 12 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สมุทรปราการ นครปฐม ราชบุรี ปทุมธานี อยุธยา อ่างทอง สระบุรี จากการดำเนินงานในแต่ละจังหวัดได้พบความเหนี่ยวแน่นของคนงานซึ่งอาจจะมากกว่าชาวบ้านที่อยู่พื้นที่ เนื่องจากคนงานจะต้องอยู่ร่วมกันเป็นเวลากว่า 12 ชั่วโมงต่อวันภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน ซึ่งหากทำให้คนงานเหล่านี้เชื่อมต่อกับชาวบ้านในพื้นที่จะทำให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องการขายสินค้า แต่ทั้งนี้จะต้องมีการจัดการ อีกรูปแบบของการดำเนินงานที่สนใจคือ คนงานที่มีการประกันตนเกือบ 2,000,000 คน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศและไม่ทราบว่าเงินที่จ่ายประกันทุกเดือนได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หากมีการจัดการกับเงินประกันดังกล่าวโดยมีการรวมตัวเป็นชมรมประกันตน และนำเงินดังกล่าวมาใช้เพื่อการแก้ปัญหาสังคม เช่น การสร้างหอพักคนงาน ก็จะทำให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น

•ในการดำเนินงานจะไม่ได้เป็นการเลียนแบบ แต่เป็นการถอดรหัสการดำเนินงาน ยกตัวอย่างของการ
ถอดรหัสจากการดำเนินงานในบังคลาเทศ ซึ่งจะทำงานกับกลุ่มที่ถูกแรงกดดันทางสังคมมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มผู้หญิงที่ไม่มีอาชีพแน่นอน ลูกจ้างชาวนา แต่เมื่อมีการถอดรหัสการดำเนินงานในบริบทของไทยพบว่า กลุ่มที่ถูกแรงกดดันมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวมอญ เป็นต้น แต่ทั้งนี้การถอดรหัสการดำเนินงานจะไม่สามารถทราบแต่ตั้งแต่เริ่มต้นแต่จะต้องมีการดำเนินงานและรับฟังปัญหาของกลุ่มเป้าหมายก่อนจึงจะทราบรูปแบบการดำเนินงาน

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here เวทีปฏิรูป
ยืมเงิน