Font Size

Text Size
เวทีปฏิรูป

เวทีปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 39

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันศุกร์ที่ 08 ตุลาคม 2010 เวลา 12:03 น.
SHARE STORE:
Digg
 

สรุปการประชุมเครือข่ายสถาบันทางปัญญา
ปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 39

 

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553 เวลา 13.30 – 16.30 น.

ณ ห้อง Meeting 1 สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
----------------------------------------

1.    เกริ่นนำ

ศ.นพ.ประเวศ วะสี  เกริ่นนำเรื่องการปฏิรูประบบภาษีที่มีแนวความคิดหลัก คือการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำหลายด้าน แต่ที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือความเหลื่อมล้ำในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ไปสร้างช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย ซึ่งประเทศไทยมีความแตกต่างระหว่างคนจนกับรครวยถึง 14-15 เท่า ในขณะที่ประเทศนอร์เวย์ที่มีความแตกต่างเพียง 4 เท่า เนื่องจากคนในประเทศนอร์เวย์เต็มใจที่จะจ่ายภาษีมากเพื่อไม่ให้ช่องว่างห่าง และลดอาชญากรรมในประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้น นพ.สมศกัดิ์  ชุณหรัศมิ์ กำลังศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เกี่ยวกับช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยในแต่ละประเทศ เพื่อนำมาสร้างเป้าหมายในการลดช่องว่าง โดยการมองเรื่องของมาตรการและการปฏิรูประบบภาษี พร้อมนำสวัสดิการสังคมเข้ามาร่วมด้วย

2.    ปรึกษาหารือ หัวข้อ “การปฏิรูประบบภาษี”

นำเสนอโดย ดร.สมชัย  จิตสุชน และ ดร.อมรเทพ  จาวะกา สรุปได้ดังนี้

2.1    แนวคิดของการปฏิรูประบบภาษี
การปฏิรูประบบภาษีในประเทศไทยนั้นมีสาเหตุมาจาก (1) โครงสร้างภาษีไม่เป็นธรรม (2)โครงสร้างภาษีไม่ส่งเสริมการแข่งขัน (3) ภาษีที่เก็บอยู่ต่ำกว่าศักยภาพของการเก็บภาษี โดยตัวเลขอยู่ระหว่าง 16-18 ของ GDP (Gross Domestic Product หมายถึง ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ในความเป็นจริงน่าจะอยู่ระหว่าง20  เพราะ GDP ต้องเพิ่มขึ้น 4.2 % คิดเป็นเงิน 4.2 แสนล้านบาทที่ควรจะเก็บเพิ่มขึ้นได้เหมือนประเทศอื่น (4) ในปัจจุบันรายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอกับรายจ่าย ประกอบด้วย ด้านการลงทุนทางเศรษฐกิจ คือ ไม่มีเงินเหลือสำหรับการลงทุนของประเทศเลย ต้องกู้เงินเพื่อให้เพียงพอสำหรับจ่ายเงินเดือนของข้าราชการ และด้านการจัดสวัสดิการเพิ่มขึ้น (5) ในปี 2559 - 2560 รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น และอาจจะทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาหนี้สาธารณะ

2.2    โครงสร้างภาษีของประเทศไทย
โครงสร้างภาษีของประเทศไทยในปัจจุบัน คือ (1) มีสัดส่วนภาษีต่อรายได้ประชาชาติของไทยยังค่อนข้างต่ำ แม้เทียบกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียด้วยกัน (2) ส่วนใหญ่มีการพึ่งพิงภาษีทางอ้อมมากกว่าภาษีทางตรง ถึงแม้สัดส่วนภาษีทางอ้อมมีแนวโน้มลดลง แต่ภาษีทางตรงก็ไม่เพิ่มมาก กล่าวคือภาษีทางอ้อม 10 -12 % เช่น ธุรกิจเฉพาะ ส่วนทางตรง 6-7 % เช่น บุคคลธรรมดา, นิติบุคคล ซึ่งตรงข้ามกับประเทศเพื่อบ้าน (3) ภาษีนิติบุคคลมีสัดส่วนสูงในภาษีทางตรง (มากกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 2 เท่าตัวในภาวะปกติ) ซึ่งแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านและมีความผันผวน (4) ภาษีมูลค่าเพิ่มมีสัดส่วนสูงขึ้น (ในภาษีทางอ้อม) อย่างรวดเร็วในระยะหลัง
 

2.3    การวิเคราะห์ฐานภาษี
ฐานภาษี คือ มูลค่าของกิจกรรมหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษี โดยทั่วไป ประกอบด้วย ฐานภาษีด้านรายได้ (Income Base) ฐานภาษีด้านการบริโภค (Consumption Base) ฐานภาษีการค้าระหว่างประเทศ (Trade Base) ฐานภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Base) และฐานภาษีอื่นๆ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นฐานภาษีตามกฎหมายและเป็นภาษีในความเป็นจริง ซึ่งอาจจะเล็กมากในทางกฎหมาย
การเปรียบเทียบขนาดฐานภาษีนั้น พบว่าฐานการค้าเป็นฐานที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากประเทศไทยทำการค้ามาก แต่อัตราภาษียังค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเวลาดูภาษีจึงต้องเอาฐานคูณด้วยอัตรา หากฐานใหญ่แต่อัตราต่ำเงินก็ไม่มาก และฐานที่ใหญ่อีกตัวหนึ่ง คือ ฐานสินทรัพย์ แบ่งเป็นสินทรัพย์ครัวเรือน เช่น บ้าน ทอง เป็นต้น และสินทรัพย์ของบริษัท ห้างร้าน เป็นต้น ในปัจจุบันมีการเก็บภาษีสินทรัพย์น้อยมากและอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ โดยฐานรายได้มี 11% และฐานรายจ่าย 14% ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อย ทั้งๆที่เป็นฐานขนาดใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงส่งผลต่อการใช้ภาษีในตัวฐานสินทรัพย์เองก็มีความไม่สมบูรณ์ด้วยอัตรา หรือการหลบเลี่ยงต่างๆ

2.4 หลักความเสมอภาคทางภาษี
สาเหตุของการเก็บภาษีที่ไม่มีความเสมอภาค เนื่องจาก (1) ประเทศไทยจะเก็บภาษีและตีความสามารถในการเสียภาษีตามอาชีพ เช่น มีความเชื่อว่าเกษตรคือผู้ที่ยากจน เพราะฉะนั้นไม่ควรเสียภาษีหรือเสียน้อย แต่มันเป็นอดีตไปแล้ว ซึ่งยังควรยึดตามหลักความเป็นจริง ไม่ใช้อาชีพเป็นเส้นแบ่ง (2) ค่าลดหย่อนและช่องโหว่ทางกฎหมาย ที่เอื้อให้คนรวยเสียภาษีน้อยลง (3) การหลบเลี่ยงการเสียภาษีให้น้อยลง เช่น อัตรการเก็บภาษียาก, ข้อมูลภาษีประเมินได้ยาก (4) การเก็บภาษีที่เก็บได้น้อย เพราะคนอยู่นอกระบบประมาณ 20 กว่าล้านคน ซึ่งมีคนรวยอยู่ด้วย และบางส่วนประเมินได้ยาก เพราะไม่มีนายจ้าง (5) การลดหย่อนรายได้ของภาษีบุคคลธรรมดา คือ คนที่มีรายได้สูงจะได้รับการลดหย่อนสูง แบ่งการลดหย่อนเป็นกลุ่มๆ เช่น ให้ตนเอง คู่สมรส ลูก พ่อแม่ เป็นต้น การออม เช่น ซื้อประกัน ซื้อบ้าน เป็นต้น แล้วนำมาลดหย่อนภาษี (6) เทียบรายได้ก่อน-หลังการลดหย่อนการเสียภาษี จากรวยสุดถึงจนสุด ส่วนแบ่งรายได้หลังการหักภาษีของคนรวยสูงมาก ดังนั้นการลดหย่อน/หักรายได้หลักการลดหย่อนก็สูงขึ้น (7) การจ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ยังสามารถนำไปขอค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้ เช่น การไปซื้อบ้าน ซึ่งไปเอื้อให้คนรวย อีกทั้งการจัดเก็บภาษีจริงๆ บอกว่าเก็บตามรายได้ แต่กลับไปเอื้อประโยชน์ให้คนรวย และยังสามารถโยกค่าการลดหย่อนจากคนรวยมาเป็นคนจนได้ (8) จำนวนครอบครัวหรือครัวเรือนที่เสียภาษีไม่เต็มหรือไม่เสียเลย เช่น ชั้นรายได้ที่ 10 มีประมาณ 10% ของประเทศที่ถือเป็นชั้นที่รวยที่สุดของประเทศ มีประมาณ 1 ล้านครอบครัว ซึ่งเสียภาษีไม่เต็มตามหลักความสามารถในการเสียภาษี และจำนวน 380,000 บาท คือ พวกที่เสียภาษีเต็ม ดังนั้นสรุปได้ว่าระบบการเสียภาษีของไทยไม่สอดคล้องกับหลักความสามารถ

ดังนั้นหากต้องปฏิรูประบบภาษีที่เป็นธรรมมากขึ้น ควรมีหลักคิดง่ายๆ คือ ความเสมอภาคทางภาษี โดยการขยายฐานภาษีจะช่วยสร้างความเสมอภาคมากกว่าการเพิ่มอัตราภาษี และช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น คนรวยจ่ายภาษีมากกว่าคนจน, แต่ถ้ามีความสามารถในการจ่ายมากก็จ่ายมาก หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน รายได้ใกล้เคียงกัน ก็ต้องจ่ายภาษีแบบเดียวกัน อัตราเท่ากัน และไม่สามารถผลักภาระภาษีไปสู่ผู้อื่นได้ เพื่อให้โครงการภาษีมีความเป็นธรรม ซึ่งการวิเคราะห์ฐานภาษีจะทำให้เข้าใกล้หลักการเสมอภาคมากกว่า และจะช่วยให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นและกระทบต่อคนส่วนใหญ่ไม่มากจนเกินไป ดังนั้นการขยายฐานสังคมจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ไม่มาก

2.5 ข้อเสนอเพื่อปฏิรูปโครงสร้างภาษีประเทศไทย

  • ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและเสมอภาค จะต้องยกเลิกแนวคิดการจัดเก็บภาษีตามอาชีพ ควรเก็บตามความสามารถในการจ่าย แต่ควรต้องมีระบบการจัดการที่ดี ไม่ต้องปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรจะต้องลงทุนดึงบุคลากรเข้ามาให้มากขึ้น และควรสร้างระบบ IT ให้เอื้อต่อการตรวจสอบฐานภาษี ควรให้บุคคลอายุ 18 ปีขึ้นไป ยื่นแบบบุคคลแสดงการเสียภาษี เพราะในปัจจุบันกฎหมายไม่ได้บังคับ และควรจะนำสิ่งเหล่านี้ไปผูกติดกับการให้สวัสดิการ
  • ปฏิรูปภาษีเงินได้นิติบุคคลและสิทธิประโยชน์จาก BOI (Board of Investment) ในปัจจุบันประเทศไทยเก็บภาษีจากนิติบุคคลค่อนข้างสูงกว่าประเทศคู่แข่งหลายประเทศ เนื่องจากประเทศไทยเก็บ 25 - 30 % แต่รัฐบาลกลับยอมที่จะขาดรายได้จากการส่งสริมการลงทุน คือ BOI ไปส่งเสริมการลงทุน แต่ยกเว้นภาษีรายได้นิติบุคคลกับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม 8 ปี ซึ่งวงเงินที่ควรจะได้ 1-2 แสนล้าน ทำให้บริษัทต่างชาติได้ผลประโยชน์มากกว่าบริษัทไทย ดังนั้นควรปรับลดภาษีรายได้นิติบุคคล และยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ หากมองในระยะยาว การลงทุนที่มากขึ้นจะทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และอาจจะส่งต่อผลต่อเรื่องของสวัสดิการ
  • ภาษีทรัพย์สิน ปัจจุบันมีภาษีที่เก็บจากฐานทรัพย์สินไม่มาก เช่น ภาษีรถยนต์(ไม่เก็บตามมูลค่าแต่เก็บตาม CC) ภาษีบำรุงท้องที่(เก็บตามมูลค่าและฐานมูลค่าล้าสมัย) ภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน (เก็บเฉพาะเมื่อมีการขาย) ดังนั้นจึงควรเร่งออกพรบ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะประเทศไทยยังไม่มีเป็นกิจลักษณะ และภาษีบำรุงท้องที่ยังไม่ทันสมัย เช่น ประเด็นที่ชาวนาทำนาที่เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ถูกจัดเก็บภาษีตามที่ดินซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ ทำให้ต้องจ่ายภาษีแพง ในขณะที่รายได้ไม่มาก เป็นต้น และควรจะเริ่มเก็บภาษีมรดก แต่ไม่ใช่รายได้หลัก ซึ่งมีผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำน้อยกว่าที่คาดหวัง
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม(GST) เป็นภาษีที่เก็บจากการใช้จ่าย จัดเก็บได้ง่ายกว่าภาษีประเภทอื่น แต่อัตราภาษีแท้จริงมีลักษณะถดถอยเมื่อเทียบกับรายได้ แม้จะมีการยกเว้นสินค้าจำเป็น ในปัจจุบันประเทศไทยจัดเก็บ 7% ซึ่งถือว่าต่ำ แต่ต่ำที่สุดคือไต้หวัน 5% โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดวิกฤติรายได้ก็จะหายไป และต่อไปอาจพิจารณาเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหากจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มอย่างรวดเร็ว หรือควรจัดเก็บเป็น 2 อัตรา คือสินค้าจำเป็นเก็บ 7% สินค้าไม่จำเป็นเก็บ 10% แต่ยังต้องประเมินผลกระทบอื่นๆ ด้วย

2.6 การใช้นโยบายคลังเพื่อลดความล้ำของโอกาส
การปฏิรูประบบภาษีนั้น จะต้องคำนึงถึงการใช้จ่ายให้ครอบคลุมเพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลในด้านสวัสดิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ดังนี้ (1) ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินที่มีความเหลื่อมล้ำกว่ารายได้ (2) ความเหลื่อมล้ำด้านการออม ที่เป็นตัวสะสมความมั่งคั่ง ถ้าไม่ส่งเสริมการออมจะทำให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น (3) การเข้าถึงการศึกษา (4) การเข้าถึงสินเชื่อ เนื่องจากมีความเข้าใจผิดเรื่องหนี้นอกระบบเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ  เพราะในอดีตอาจจะคยเป็น แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ คือมีสัดส่วนลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีหนี้ในระบบเป็นจำนวนมาก (5)การเข้าถึงบริหารของรัฐ ในปัจจุบันคนจนเข้าถึงรัฐมากกว่า แต่ควรมากกว่านี้

2.7 มาตรการการคลังเพื่อการกระจายรายได้

  • สร้างการลงทุนด้านสวัสดิการสังคม โดยการจัดสวัสดิการถ้วนหน้า ในปี 2560 จะจัดสวัสดิการที่พึงปรารถนาตั้งแต่เกิด ก่อนวัยเรียน อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา วัยทำงาน วัยชรา เสียชีวิต ผู้พิการ และจัดบริการรถเมล์ฟรี เรื่องการจำนำ ประกันราคาข้าว แบบถาวร
  • การสร้างระบบเข้าถึงคนจน โดยการสร้างฐานข้อมูลคนจน และสร้าง Outreach Capacity ที่เข้าถึง poorest of the poor
  • สร้างมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริม Social Enterprises ที่ทุกภาคส่วนมีความรับผิดชอบร่วมกัน 
  • ส่งเสริมจิตอาสา โดยเฉพาะในเยาวชน 
  • การกระจายโครงสร้างพื้นฐานไปสู่ภูมิภาค โดยเลือกเฉพาะโครงการที่เหมาะกับพื้นที่

2.8  เปรียบเทียบรายได้ภาษีหลังปฏิรูปและรายจ่ายสวัสดิการถ้วนหน้า (เบื้องต้น)
หากมีการดำเนินการตามข้อเสนอ จะเห็นว่า (1) ถ้าปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 200,000 ล้านบาท (2) ถ้าขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ขึ้นอยู่กับวิธีการขยาย) มีรายได้เพิ่มขึ้น 50,000 – 100,000 ล้านบาท (3) ถ้ายกเลิก BOI เงินจะกลับคืนสู่รัฐบาลจำนวน 100,000 ล้านบาท (4) ถ้าลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 20% เงินจะหายไป 111,867 ล้านบาท (5) ถ้าจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีรายได้เพิ่มขึ้น 30,000 – 50,000 ล้านบาท รวมรายได้สุทธิ 280,000 – 350,000 ล้านบาท พอๆ กับจำนวนที่ต้องใช้เพื่อสวัสดิการถ้วนหน้า

3.   ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุม

  • การทำงานของสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่จะใช้สังคมเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ยังมีหลายประเด็นที่ซับซ้อนจึงไม่สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงควรเสนอร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปภาษีและสวัสดิการสังคมไปพร้อมกัน พร้อมกับจัดทำคู่มือในการใช้ ให้อยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกัน เสนอเป็นร่างพ.ร.บ.ปฏิรูประบบภาษีเพื่อสวัสดิการสังคม และอาจจะตั้งธนาคารชุมชน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะเมื่อสวัสดิการเพิ่มขึ้นจะช่วยให้อาชญากรรมลดลงได้ และควรจะเพิ่มเรื่องการพัฒนาระบบสรรพากรเข้าไป
  • ร่างพ.ร.บ.ปฏิรูประบบภาษีเพื่อสวัสดิการสังคม ควรเพิ่มเติมในเรื่อง (1) ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากสินค้าประเภทเหล้า บุหรี่ และเพิ่มสินค้าจำพวกยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี และยังมีสินค้าอีกหลายประเภทที่สามารถเก็บภาษีแบบนี้ได้ (2) เรื่องลงทุนจากต่างประเทศกับกรณี FTA (ย่อมาจาก Free Trade Area หมายถึง สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้เขตการค้าเสรี) ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) การลดอัตราภาษีให้น้อยลง แต่ในรายละเอียดจะกล่าวถึงเรื่อง Safeguard Measure เป็นมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น เพื่อการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งข้อจำกัดที่ผ่านมานั้นมีข้อจำกัดคือถ้ามีการนำเข้าสินค้าแล้วเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศก็ควรมีการเก็บภาษีเพิ่ม 2) การคุ้มครองการลงทุน คือ เรื่อง FTA ที่กระทบกับการลงทุนที่อยู่ในการลงทุนประเภทการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน เป็นข้อควรระวังที่จะต้องดูรายละเอียดว่าอยู่ในประเภทคุ้มครองการลงทุนหรือไม่ และถ้าผู้เจรจาไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลง จะถูกมาตรการจำกัดของ FTA ซึ่งในตัวกฎหมายที่จำกัด กำหนดในพ.ร.บ.จึงควรมองส่วนนี้เชื่อมโยงและไม่ติดขัดกับกฎหมายด้วย
  • การปฏิรูประบบภาษีควรมองในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพที่เป็นปัญหา เพราะจะช่วยให้การขัดแย้งลดลง และมองในเรื่องผลกระทบที่จะเกิดกับสังคม
  • การมองในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยการเพิ่มปริมาณภาษีจำเป็นต้องเพิ่มฐานภาษีและอัตราภาษี ซึ่งจะต้องมองสองด้าน ได้แก่ (1) การเพิ่มฐานเชิงลึกคือ การทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น (2) การขยายฐานเชิงกว้าง เช่น ภาษีมรดก การเก็บภาษีมรดกไม่ใช่เพื่อรายได้ ซึ่งอาจจะดูเหมือนว่าช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ช่วย จึงควรมองว่าเก็บภาษีมรดกเพื่ออะไร ฐานภาษีต่างๆ ต้องคิดว่าจะส่งสัญญาณอย่างไรให้สังคมรับทราบว่าจะทำอย่างไร  และถ้ามองเรื่องอัตราภาษี อัตราภาษีบางประการ เช่น ต้องมีการเก็บภาษีหุ้น ภาษีค่าภาคหลวง เช่น ภาษีน้ำมัน เป็นต้น ถ้าเก็บภาษีส่วนนี้จะได้รัฐสวัสดิการสำหรับประชาชน และควรมีการเพิ่มอัตราภาษี เช่น ภาษีแร่ ดังกรณีดินขาวในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ชาวออสเตรเลียมาขุดไปใช้โดยไม่ได้เสียภาษีค่าภาคหลวง อัตราภาษีที่ต้องเพิ่ม เช่น ภาษีรถยนต์ไม่ควรเก็บตาม cc แต่ควรเก็บตามมูลค่า เช่น รถราคาแพงก็เก็บภาษีแพงด้วย ฉะนั้นอัตราภาษีสำคัญกว่าการขยายฐานภาษี โดยเฉพาะภาษีทรัพยากร เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลาน
  • การสร้างระบบเข้าถึงคนจน ควรสร้างการสำรวจชุมชนโดยคนในชุมชน มีการค้นหาคนพิการ คนจน คนด้อยโอกาส เพื่อสร้างให้เป็นชุมชนไม่ทอดทิ้งกัน และจัดให้มีอาสาสมัครเข้ามาดูแล พร้อมกับหาแนวทางในการสร้างมาตรการการคลังเพื่อส่งเสริมสวัสดิการถ้วนหน้าจากงบประมาณที่ได้รับสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จำนวน 40 บาทต่อคน ในส่วนของรายได้นั้นราชการจะแบ่งประเภทของคนจนที่รายได้ (คนจนคือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,400 บาทต่อเดือน) แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือบางคนมีรายได้น้อย แต่รัฐบาลประเมินว่าไม่ได้จน เช่น ลูกจ้างเรือประมงมีรายได้ 4,000 บาทต่อเดือน แต่ไม่ได้รับการดูแล จึงน่าจะมองที่ความยากลำบากทางสังคมมากกว่าเรื่องรายได้ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องดูแล ดังนั้นรัฐบาลควรจะสนับสนุนงบประมาณให้แก่สภาองค์กรชุมชน ในการสำรวจข้อมูลชุมชนด้านต่างๆ เพื่อช่วยให้เข้าถึงประชาชนได้มากและเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กร
  • สาเหตุสำคัญที่สมควรยกเลิกระบบ BOI ได้แก่ (1) เมื่อ 4 ปีที่แล้วมีการเปิดเสรีเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งให้คนไต้หวัน มาซื้อกล้วยไม้ แล้วลดภาษีให้ ทำให้คนต่างชาติมาแย่งอาชีพคนไทย ในขณะที่ชาวบ้านไทยพยายามปรับปรุงพันธุ์พืชและถูกจับ แต่กฎหมายเอื้อให้ต่างประเทศได้เปรียบในเรื่องนี้ (2) การที่ BOI มีการยกเว้นภาษี เช่น บริษัทเอกชนต่างๆ ที่ได้รับการยกเว้นภาษีในการส่งออก ทำให้บริษัทเอกชนต่างๆ ส่งสินค้าออกไปขาย แล้วต่างประเทศก็ส่งกลับมาขายเราแพงกว่าเดิม ซึ่งถ้าทุกประเทศยกเลิก BOI แต่ประเทศไทยยังคงใช้อยู่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงควรมีการปฏิรูป BOI เพื่อประเมินผลในสิ่งที่ BOI ดำเนินการอยู่
  • ควรจะมองถึงแนวทางหรือนโยบายแห่งรัฐ ว่าจะนำพาประเทศไปทิศทางใด ซึ่งจะทำให้เห็นภาพภาษีว่าจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังมาจากเรื่องทุจริตคอรัปชั่น เช่น เบียร์สิงห์ เบียร์ช้าง ให้เก็บตามดีกรี สุราที่บริโภคมากสุดคือเหล้าขาว ถ้าเก็บตามดีกรีแล้วจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ผู้ที่ขายสุราต่างประเทศได้เปรียบเมื่อเทียบกับการขายเหล้าขาว
  • การปฏิรูปประเทศไทยเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางสังคม ควรปรับให้เป็นประชาสังคม และควรใช้เครื่องมือในการหนุนและส่งเสริมเพื่อปรับสังคมไปสู่การเป็นประชาสังคม ซึ่งควรมีการเชื่อมโยงอย่างบูรณาการว่าอยากจะเห็นประเทศไทยเป็นแบบใด ต้องเก็บภาษีกลุ่มไหน และต้องเก็บอย่างไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาของประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เช่น ประเทศฝรั่งเศสประชาชนต้องรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหาร หรือเป็น NGO แต่ถ้าไม่เป็นทั้งสองอย่างเสนอให้บริจาคเงินเข้ากองทุน NGO เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ เป็นต้น
  • ค่าสัมปทานต่างๆ (ภาษีภาคหลวง) ที่มีการเก็บภาษีถูกมาก มูลค่าที่ขายต่ำกว่าราคาตลาดโลกอย่างมาก เป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างมาก และอัตราภาษีภาคหลวงมีแต่ลดลง เช่น แร่ทองคำ เป็นต้น หรือปิโตรเลียมที่มีการเก็บภาษีจริงมีการลดภาษีลงด้วย
  • ควรจัดระบบงบประมาณใหม่ เพื่อประหยัดงบประมาณและกระชับฐานค่าใช้จ่ายของรัฐบาล เพราะในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินเดือนที่มีความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม เช่น ผู้บริหารองค์กรมหาชนที่อยู่ภายใต้รัฐบาลได้รับเงินเดือนมากกว่านายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่สิ้นเปลือง และขาดความเป็นธรรม เป็นต้น
  • การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ในประเทศอินเดียมีการเก็บภาษีสินค้าตามมูลค่า คือเก็บภาษีสินค้าสิ้นเปลืองมากกว่าสินค้าอื่นๆ เนื่องจากสินค้าสิ้นเปลืองเป็นสินค้าที่คนรายได้ต่ำไม่ใช้ และจะเก็บภาษีสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นหากประเทศไทยนำเอาระบบการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มมาปรับใช้ จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
  • เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก เช่น ภาษีเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ภาษีเพื่อทิศทางของการพัฒนาต่อไป ภาษีเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ฯลฯ หากนำมาปฏิรูปทั้งหมดอาจจะยากและอาจจะมีผู้ต่อต้าน ดังนั้นจึงควรจะค่อยๆ ขยายตัวและขับเคลื่อน เพื่อสร้างแรงจูงใจ จากการมีสวัสดิการเพิ่มขึ้นและอาชญากรรมลดลง
  • ศ.นพ.ประเวศ  วะสี ได้มอบหมายให้ (1) รศ.ดร.ณรงค์  เพ็ชรประเสริฐ ดำเนินการเขียนเรื่องการปฏิรูประบบภาษีเพิ่มเติม เพื่อยกร่างเป็นกฎหมาย (2) นพ.สมศักดิ์  ชุณหรัศมิ์ สรรหาคณะทำงาน เพื่อสร้างเครื่องมือในการหนุนและส่งเสริมเพื่อปรับสังคมไปสู่การเป็นประชาสังคม (3) คุณยุวดี  คาดการณ์ไกล สรรหาคณะทำงานหรือTDRI เข้ามาทำการวิจัยและมานำเสนอในเวทีปฏิรูปประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การผลักดันนโยบายสาธารณะ (4) คุณรสนา  โตสิตระกูล เขียนหนังสือปฏิรูปเพื่อความเป็นธรรม โดยมีคุณยุวดี คาดการณ์ไกลเป็นผู้ดูแลการจัดทำหนังสือ
  • การดำเนินงานหลังการประชุมคือ จัดทำร่างพระราชบัญญัติปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มสวัสดิการสังคม โดยการเพิ่มข้อมูลและนำไปผลักดันต่อไป

นัดประชุมครั้งต่อไป ครั้งที่ 40 เรื่อง “การเมือง เรื่องโลกร้อน” โดยนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ และคณะ  ในวันอังคารที่ 14 กันยายน 2553 เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here เวทีปฏิรูป
ยืมเงิน