Font Size

Text Size
เวทีปฏิรูป

เวทีปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 40

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันศุกร์ที่ 08 ตุลาคม 2010 เวลา 12:12 น.
SHARE STORE:
Digg
 

สรุปการประชุมเครือข่ายสถาบันทางปัญญา

 

ปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 40
“การเมืองเรื่องโลกร้อน”

 

วันอังคารที่ 14 กันยายน 2553 เวลา 13.30 – 16.30 น.

ณ ห้อง Meeting 1 สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
-----------------------------------------

1.    ปรึกษาหารือ

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์  นำเสนอการเมืองเรื่องโลกร้อนในกระแสการปฏิรูปประเทศไทย  สรุปได้ดังนี้
การเมืองเรื่องโลกร้อนในระดับโลก

1.   UNFCC  ถึง  Kyoto Protocol
•    ปัญหาโลกร้อนส่วนหนึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์  โดยในปี 1992 ระดับโลกได้มีอนุสัญญาสหประชาชาติที่เรียกว่า UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) ซึ่งมีประเทศสมาชิกภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว 192 ประเทศ  ทั้งนี้กรอบของอนุสัญญาให้เป็นการดำเนินการโดยความสมัครใจ ซึ่งได้กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว (Annex-I) ลดการปล่อยก๊าซให้อยู่ในระดับที่ปล่อยในปี 1990 ภายในปี 2000
•    ต่อมาในปี 1995 พบว่าก๊าซเรือนกระจกมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น  จึงได้มีการเจรจาทบทวนพันธกรณี และเป็นที่มาของ Kyoto Protocol ในปี 1997  ซึ่งได้มีผลบังคับใช้ในปี 2005  โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าปี 1990 ภายในปี 2008-2012 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา (เช่น ประเทศไทย) ยังไม่มีพันธกรณีในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว

2.   Kyoto Protocol  ถึง Post 2012 Regime
•    จากข้อตกลงในพิธีสารเกียวโตที่ให้แต่ละประเทศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2012 พบว่าหลายประเทศไม่สามารถปฏิบัติได้ตามพันธกรณี  อีกทั้งบางประเทศยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการเจรจาเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนหลังปี 2012 ที่เรียกว่า Post 2012 Regime โดยการเจรจาอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นเมื่อปี 2007 ที่บาหลี โดยมี Bali Roadmap ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2009  โดยความสำคัญของการเจรจาอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้มีอุณหภูมิเกิน 2 องศาเซลเซียส  ทั้งนี้เพราะหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่างๆ ทั่วโลก เช่น เกิดปะการังฟอกขาว  ป่าอะเมซอนได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหาย  รวมถึงประเทศที่เป็นหมู่เกาะจะจมหายไป เป็นต้น
•    ปี 2009 ได้มีการเจรจาที่โคเปนเฮเกน และได้เกิด Copenhagen Accord ที่ให้แต่ละประเทศเสนอเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกโดยอิสระ  ซึ่งตัวเลขที่แต่ละประเทศเสนอยังคงทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 3.9 องศาเซลเซียส  ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส
•    ปลายปี 2010 จะมีการเจรจาอีกครั้งที่ Cancune ณ ประเทศเม็กซิโก ซึ่งประเทศในกลุ่ม EU ต้องการที่จะรวมเอาประเทศกำลังพัฒนาหรือบางประเทศซึ่งไม่ได้ถูกบังคับในพิธีสารเกียวโตให้เข้าร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วย เช่น อเมริกา จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ เป็นต้น  ดังนั้นการเจรจาเกี่ยวกับ Post 2012 Regime จะมีการเจรจาทั้ง UNFCC และ  Kyoto Protocol ควบคู่กันไปซึ่งยังไม่มีข้อสรุปว่าประเทศกำลังพัฒนาจะต้องร่วมรับผิดชอบหรือไม่

3.    รายงาน IPCC-Assessment Report No.4
การควบคุมอุณหภูมิบรรยากาศของโลกจะต้องไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสและจะต้องมีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ไม่เกิน 450 ppm  ซึ่งนักวิชาการได้ประเมินว่าการบรรลุตามเป้าหมายดังกล่าว   (1)  ประเทศที่พัฒนาแล้ว (Annex-I)  ต้องลดการปล่อยก๊าซ  25-40%  จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ให้ได้ภายในปี 2020  และต้องลดการปล่อยก๊าซ  80-95%  จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ให้ได้ภายในปี  ในปี 2050  และ  (2) ประเทศที่กำลังพัฒนา (Non-Annex I)  ต้องลดการปล่อยก๊าซ  15-30%  จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ให้ได้ภายในปี 2020  ส่วนรายละเอียดว่าแต่ละประเทศจะรับผิดชอบต่อการลดการปล่อยก๊าซจำนวนเท่าไรนั้นจะต้องมีการเจรจาต่อไป ทั้งนี้ประเทศกำลังพัฒนาได้มีความเห็นว่าโลกร้อนเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมของประเทศที่พัฒนาแล้วเมื่อปี  1950 จึงมีความเห็นว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนาจะต้องเป็นไปโดยความสมัครใจ ดังนั้นจะเห็นว่าการเจรจาดังกล่าวได้มีหลายแง่มุมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และสิทธิความเป็นธรรม

4.    ท่าทีของประเทศในกลุ่ม BASIC
•    ประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดได้รวมตัวเป็นกลุ่มประเทศ BASIC ได้แก่ บราซิล แอฟริกาใต้  อินเดีย จีน  โดยประเทศเหล่านี้ได้ถูกกดดันเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยบราซิลจะต้องลดการปล่อยก๊าซ  36-40%  แอฟริกาใต้จะต้องลดการปล่อยก๊าซ 34% ภายในปี 2020  และ 42%  ภายใน ปี 2025  ส่วนจีนจะต้องลดการปล่อยก๊าซ  40-45% โดยเทียบจากปี 2005  ซึ่งในปัจจุบันมี 136 ประเทศที่ตอบตกลงเกี่ยวกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซ  สำหรับประเทศไทยยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ประเทศไทยจะร่วมรับผิดชอบต่อปัญหาโลกร้อนหรือไม่อย่างไร

•    ปี 2005 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก 351 ล้านตันคาร์บอน  หรือประมาณ 0.9% ของโลก  และเป็นอันดับที่ 24 ของโลก โดยประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ได้แก่ จีน (19.1%)  อเมริกา (18.4%)  และประเทศในกลุ่ม EU (13.4%) ตามลำดับ แต่เมื่อพิจารณาในช่วงปี 1850-2000 พบว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อเมริกา  EU และรัสเซีย เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก โดยจีนเริ่มมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นหลังปี 1990 ซึ่งเหล่านี้ได้มีแง่มุมเรื่องความเป็นธรรมเกิดขึ้นเนื่องจากสามารถมองได้หลายมิติ

•    กระแสโลกร้อนแรงกดดันหลายระดับ  เมื่อเดือนกรกฎาคมประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการกำหนดกรอบการเจรจา  ซึ่งนำเสนอโดยวุฒิสภาและมีมติคะแนนเสียง 95-0 ซึ่งเรียกว่า  Byrd - Hagel  Resolution  โดยกำหนดจุดยืนในการเจรจาเรื่องโลกร้อน นั่นคือ ไม่ให้อเมริกาลงนามความตกลงในพีธีสารเกียวโต เว้นแต่จะมีพันธกรณีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการร่วมลดก๊าซเรือนกระจกโดยจะต้องไม่เกิดผลเสียหายต่ออเมริกาอย่างรุนแรง

•    Clean Energy and security Act 2009  ในปี 2009 อเมริกาได้ออกกฎหมาย Clean Energy and security (CESA) ซึ่งมีเป้าหมายโดยรวมเรื่องพลังงานสะอาด  ลดการพึ่งพิงพลังงานจากภายนอก และลดปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด  โดยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 83% ในปี 2050 โดยเทียบจากปี 2005  ซึ่งเป้าหมายการลดดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน  UNFCCC แต่ถือเป็นการปรับตัวในมิติใหม่ของอเมริกา ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านสภาล่างเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งพบว่ามีการคัดค้านของพรรค Democrat ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะฐานเสียงที่มาจากรัฐที่เป็นแหล่งผลิตถ่านหิน เพราะกฎหมายฉบับนี้มีผลโดยตรงต่อการควบคุมพลังงานจากฟอสซิล

•    ผลกระทบเรื่องโลกร้อนจากกฎระเบียบใหม่มาเร็วกว่าผลกระทบทางกายภาพ  ดังเช่นกฎหมายของอเมริกาเกี่ยวกับโลกร้อนที่มีข้อกำหนดเรื่องการเก็บภาษี   นั่นคือประเทศใดก็ตามที่ส่งสินค้าเข้าอเมริกาแล้วไม่มีการลดก๊าซเรือนกระจกจะถูกเก็บภาษี  เว้นแต่ประเทศนั้นจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 0.5% ของโลกการเมืองเรื่องโลกร้อนในประเทศไทย

•    คดีโลกร้อน
ชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติเขาปู่ – เขาย่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกขาบรรทัดได้ถูกกรมอุทยานแห่งชาติดำเนินคดีแพ่งและเรียกค่าเสียหายหลายกรณี  ดังเช่นกรณีนางกำจาย  ชัยทอง ถูกเรียกค่าเสียหาย 1.30 ล้านบาท ซึ่งทางสำนักงานอัยการจังหวัดพัทลุงได้มีจดหมายสอบถามกรมอุทยานแห่งชาติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการคิดคำนวณค่าเสียหาย  ซึ่งทางกรมอุทยานแห่งชาติได้ชี้แจงหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ เช่น (1) การสูญหายของธาตุอาหาร คิดเป็นมูลค่า  4.064.15 บาทต่อไรต่อปี  (2)  ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน 600 บาทต่อไร่ต่อปี  (3) ทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี  (4) ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี  (5) ทำให้ฝนตกน้อยลง 5,400 บาทต่อไร่ต่อปี  ซึ่งการคิดคำนวณดังกล่าวได้มีการทดลองในพื้นที่โดยมีการตัดต้นไม้ออกจนกระทั่งส่งผลให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จากนั้นจะทำการคิดคำนวณเป็นต้นทุนในการทำให้อุณหภูมิลดลง 1 องศาเซลเซียสซึ่งใช้วิธีทางอ้อมโดยการเปิดแอร์ ซึ่งการคำนวณดังกล่าวมีความซับซ้อนมากกว่าจะมาคิดคำนวณค่าเสียหาย  และจากคดีดังกล่าวศาลได้ตัดสินให้มีการจ่ายค่าเสียหายและถูกฟ้องล้มละลายในที่สุด

•     คำถามจากคดีโลกร้อน
จากคดีโลกร้อนได้แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งได้มีคำถามจากกรณีโลกร้อน เช่น  กรมอุทยานแห่งชาติได้มีการดำเนินคดีแพ่งเรื่องโลกร้อนกับนายทุนหรือหน่วยงานของรัฐหรือไม่  เช่น กรณีที่กรมทางหลวงตัดต้นไม้ที่เขาใหญ่ เป็นต้น  หรือกรณีคนกรุงเทพมาเที่ยวสยามพารากอนควรถูกดำเนินคดีเรื่องโลกร้อนเหมือนนางกำจายหรือไม่  ซึ่งจากกรณีของนางกำจายได้มีการยอมรับว่าได้มีการตัดและเผาต้นไม้ซึ่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่ไม่เท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคนกรุงเทพซึ่งคนกรุงเทพจะมีการร่วมรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร  ซึ่งเหล่านี้เป็นโจทย์การปฏิรูปประเทศไทยที่สำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมกับคนจนและคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง  

โลกร้อนกับภาคป่าไม้
คำที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนมีหลายคำ เช่น  CDM (Clean Development Mechanism)  RADD (Reducing Emissions from Deforestation and forest Degradation in developing countries)  VCM (voluntary carbon market)  และธนาคารต้นไม้  ซึ่งได้มีแง่มุมเชื่อมโยงกับเรื่องโลกร้อน ดังนี้

1.   โครงการ CDM ในประเทศไทย
•    เนื่องจากการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีต้นทุนการดำเนินงานสูง  จึงได้มีการดำเนินงานในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย เป็นต้น  เพื่อนำปริมาณที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ไปหักลบกับพันธกรณี  ซึ่งขณะนี้มีโครงการที่ยื่นหนังสือแสดงความจำนงในการพัฒนาโครงงการ CDM แล้วจำนวน 206 โครงการ  โดยมีโครงการที่ได้รับหนังสือให้คำรับรองจากโครงการ (letter of approval LoA) จากประเทศไทยแล้ว จำนวน 118 โครงการ  ซึ่งคิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้  7,379,979 ตันคาร์บอนต่อปี

•    จากโครงการที่ได้รับหนังสือให้คำรับรองโครงการแล้วนั้น มีจำนวน 37 โครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ CDM EB แล้ว คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 2,143,903 ตันคาร์บอนต่อปี  ซึ่งได้มีการนำออกขายในลักษณะของตลาดหุ้นโดยประเทศผู้ซื้อจะเป็นประเทศที่ถูกพันธกรณี

•    สำหรับภาคเอกชนไทยการมีโครงการคาร์บอนเครดิตได้สร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากได้รับค่าตอบแทนจากการขายเครดิตซึ่งทำให้ได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย  สำหรับประเด็นที่ถกเถียงกันมาก นั่นคือ การนำเอาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาอยู่ในบัญชีโครงการ CDM ซึ่งเป็นการผลักดันจากกลุ่มที่มีต้องการขายเทคโนโลยีนิวเคลียร์  เนื่องจากเหตุผลว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ปริมาณมากมายมหาศาลเมื่อเทียบกับฟอสซิล   ซึ่งหากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาในโครงการ CDM จะมีผลกระทบต่อตลาดคาร์บอนเครดิต

•    โครงการ CDM ภาคป่าไม้ทั่วโลกมีเพียง 10 โครงการเท่านั้น เนื่องจากมีความยากและความเสี่ยงสูงในการดำเนินงาน ทั้งเรื่องไฟไหม้ป่า การลักลอบตัดไม้  อีกทั้งมีการจัดการที่ยากเมื่อเทียบกับการทำโครงการ CDM ภาคอุตสาหกรรม  สำหรับประเทศไทยยังไม่มีโครงการ CDM ภาคป่าไม้  แต่ได้มีโครงการศึกษานำร่องที่อำเภอขลุง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งพบว่ามีศักยภาพที่จะดำเนินการได้แต่ยังมีความยุ่งยากในการจัดการ

•    โครงการ CDM เป็นเรื่องของการปลูกป่า ซึ่งมี 2 แบบ ได้แก่ (1) Afforestation  การปลูกป่าในพื้นที่ที่ที่ไม่เคยเป็นป่ามาก่อน  (2)  Reforestation การฟื้นฟูป่าในพื้นที่ที่เคยเป็นป่ามาก่อนการทำโครงการอย่างน้อย 50 ปี ทั้งนี้เพื่อป้องกันกรณีที่มีการตัดต้นไม้แล้วทำการปลูกป่าทันทีทันใด  ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้โครงการ CDM เกิดขึ้นยากในภาคป่าไม้

2.  REDD (Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Countries)

•    REDD คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา  ข้อมูลที่อธิบายความสำคัญในเรื่องนี้คือการทำลายป่าที่มีอยู่ทั่วโลกซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นทั้งหมด  ดังนั้นหากสามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1 ใน 5 ของโลก  สำหรับวิธีคิดคือ ปัจจุบันพื้นที่ป่าค่อยๆลดลง  ดังนั้นหากสามารถทำให้ป่าคงอยู่ได้ส่วนต่างที่เกิดขึ้นสามารถใช้เป็นเครดิตในการลดก๊าซเรือนกระจก

•    REDD ไม่ได้เป็นการปลูกป่า  รูปแบบกิจกรรมของ REDD แต่เดิมจะเป็นการรักษาพื้นที่ป่าไม่ให้ถูกทำลายและลดความเสื่อมโทรมของป่า แต่จากการเจรจาที่ประเทศคอร์สตาริก้าและปาปัวนิวกินี ได้มีข้อเสนอเกี่ยวกับ REDD Plus ซึ่งได้เพิ่มกิจกรรมการเพิ่มการสะสมคาร์บอนในป่าด้วยการปลูกเพิ่มเติม  ซึ่งจะมีความซ้ำซ้อนกับโครงการ CDM  นอกจากนี้หากต้องการจะปลูกป่าภายใต้โครงการ REDD จะสามารถดำเนินการปลูกป่าในประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้นเพื่อสามารถนำมาคิดเป็นคาร์บอนเครดิต   เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศอุตสาหกรรมจะเข้ามาดำเนินการซื้อป่าในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อดำเนินงานโครงการดังกล่าว  เพราะต้นทุนการดำเนินงานในโครงการ REDD จะถูกกว่าการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรม  ซึ่งเหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงและอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกัน  โดยได้มีข้อเสนอว่าการดำเนินงานโครงการ REDD ในลักษณะของการปลูกป่าและขายคาร์บอนเครดิตจะต้องมีการจำกัดปริมาณที่ยินยอมได้สำหรับนำไปหักลบพันธกรณี เช่น ร้อยละ 5-10 ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเช่นกัน

3.  VCM (Voluntary Carbon Market)  ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ

•    เนื่องจากโครงการ CDM มีความเข้มงวดเรื่องเงื่อนไขและกติกาในการดำเนินงาน  ดังนั้นตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจจึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขของ CDM ซึ่งแนวโน้มของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจได้มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างประเภทโครงการ VCM เช่น การใช้มีเทนจากหลุมฝังกลบ เลี้ยงสัตว์และเหมืองถ่านหิน  การจัดการป่าและที่ดิน  การใช้พลังงานหมุนเวียน  การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน  เป็นต้น

•     ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจมี 2 แห่ง ได้แก่ Chicago Climate Exchange (CCX)  และ Over The Counter (OTC) ตัวอย่างเช่น เครือข่ายอินแปง จังหวัดสกลนคร ได้มีการรวมกลุ่มชาวบ้าน 1,000 กว่าครอบครัว มีพื้นที่ประมาณ 625 ไร่เพื่อขายคาร์บอนเครดิตให้กับอเมริกาในตลาดชิคาโก ซึ่งทำให้ได้รับเงินจากการขายคาร์บอนเครดิตโดยเฉลี่ยพื้นที่ 1 ไร่จะได้เงินจากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 20 ยูโร  และหลังจากการขายดังกล่าวทางอเมริกาจะมีการติดตามป่าดังกล่าวโดยการใช้ GPS  นอกจากนี้ยังมีสวนยางในภาคใต้ และสวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรีและตราดที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้ป่าที่เคยคิดว่าจะเป็นคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยได้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของต่างประเทศ และถึงแม้ว่าพื้นที่ป่าของไทยไม่ได้สูญหาย แต่หากในอนาคตไทยต้องมีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกก็จะไม่สามารถนำป่าดังกล่าวมาคิดคำนวณเรื่องคาร์บอนเครดิตได้

4.    ธนาคารต้นไม้และปัญหาโลกร้อน
•    ขณะนี้ได้มีธนาคารต้นไม้ 340 สาขาซึ่งแนวคิดของธนาคารต้นไม้ คือ การรักษาต้นไม้และเมื่อต้นไม้เติบโตขึ้นจะมีมูลค่าเนื่องจากต้นไม้มีการดูดซับก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะมีการจัดทำในรูปแบบบัญชี  ดังนั้นจะเห็นว่าขณะนี้ได้มีหลายโครงการเกิดขึ้นทั้งโครงการ CDM  REDD Plus ธนาคารต้นไม้ และตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ประเด็นสำคัญคือไทยจะจัดสรรพื้นที่ 320 ไร่ในการดำเนินงานโครงการต่างๆ อย่างไร  ทั้งนี้เพราะไทยได้มีโจทย์สำคัญในเรื่องการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ การมีพันธกรณีในอนาคต  ดังนั้นจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลทำการซื้อเครดิตจากธนาคารต้นไม้เพื่อให้เครดิตดังกล่าวอยู่ในประเทศไทย  อีกทั้งการดำเนินการเรื่องธนาคารต้นไม้จะต้องคิดโจทย์การพัฒนาเชื่อมโยงกับระดับโลก  รวมถึงจะต้องมีการออกแบบกลไกเพื่อตอบโจทย์ความซ้บซ้อนเรื่องคาร์บอนภาคป่าไม้กับเรื่องโลกร้อน

5.  กติกาการลงทุนจากต่างประเทศ : การย้ายฐานการผลิตคาร์บอน (Carbon offshoring)
•    เนื่องจากได้มีการแบ่งกลุ่มประเทศเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว  และประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในอดีตประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ต่อมาเมื่อมีการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโต ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ทั้งเพราะการคิดบัญชีก๊าซเรือนกระจกจะคำนวณจากแหล่งผลิต  เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศกำลังพัฒนาจะมีตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว   เมื่อเป็นเช่นนี้ประเทศไทยจะมีนโยบายและกติกาการรับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลงทุนจากต่างประเทศอย่างไร ซึ่งเหล่านี้เป็นบทบาทสำคัญของ BOI ในการกำหนดเงื่อนไขและกติกาในการลงทุนของต่างประเทศ  

สังคมคาร์บอนต่ำ/สังคมพอเพียงต่อการปรับทิศทางการพัฒนาประเทศ

1.   ข้อพิจารณาต่อการปรับทิศทางการพัฒนาประเทศ
•    นโยบายการพัฒนาสำหรับการดำเนินการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น กรณีมาบตาพุด กรณีแผนพัฒนาภาคใต้  อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ  การขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
•    เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยการปฏิรูประบบภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีคาร์บอน
•    การปรับทิศทางการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์เรื่องโลกร้อน โดยการร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม เพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เป็นธรรมในการพัฒนา  รวมถึงเพื่อรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับผลกระทบจากกติกาเรื่องโลกร้อน

2.   แรงกดดันหลายระดับเรื่องโลกร้อน
•    เรื่องโลกร้อนเป็นโจทย์ระดับประเทศและระดับโลก  ซึ่งมีความซับซ้อนและมีแรงกดดันหลายระดับ  เช่น (1) เวทีเจรจาระดับพหุภาคี (MEAs) ซึ่งได้เกิด Copenhagen Accord และ Post-2012 Regime  (2)  Bilateral Agreements และ (3) Unilateral Measure ของประเทศอเมริกาซึ่งได้เกิด Clean Energy & Security Act 2009  
•    สำหรับประเทศไทยได้มีการตื่นตัวต่อเรื่องโลกร้อนและได้มีนโยบายดังนี้  (1)  ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2551-2552) (2) ปี 2552 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ (3)  ปี 2553 ได้มีแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2553-2662) และร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เรื่องโลกร้อน  
•    สำหรับประเทศญี่ปุ่นได้มีการทำเรื่อง low carbon society และ low carbon economy  ซึ่งมาจากแนวคิดที่ว่าปัญหาเรื่องโลกร้อนไม่สามารถแก้ไขโดยการใช้เทคโนโลยีแต่จะต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น จึงได้มีนโยบาย cool earth fifty  นั่นคือภายในปี 2050 ประเทศญี่ปุ่นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนตามผู้บริหารของประเทศ

3.    แนวคิดนโยบายโลกร้อนของสหรัฐอเมริกา
•    ปี 1993-2000 ยุคประธานาธิบดีคลินตัน เรียกว่า “compromise model” นั่นคือ การลดโลกร้อนกับการเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถไปด้วยกันได้
•    ปี 2002-2008 ยุคประธานาธิบดีบุช เรียกว่า “conflict model” นั่นคือ การลดโลกร้อนกับการเติบโตทางเศรษฐกิจขัดแย้งกันต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
•    ปี 2009 ยุคประธานาธิบดีโอบามา เรียกว่า “synergy model” นั่นคือการลดโลกร้อนเป็นเครื่องมือที่กระตุ้น ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งได้มีการลงทุนการวิจัยเพื่อคิดค้นเทคโนโลยีในการลดโลกร้อนเพื่อขายในอนาคต  

2.    ประเด็นแลกเปลี่ยนและข้อเสนอแนะจากที่ประชุม

•    การเพิ่มพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของประเทศไทยตามที่นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้มีการประกาศไว้  ควรใช้แนวคิดเรื่องการรักษาป่า  ทั้งนี้เพราะต้นไม้สามารถขึ้นเองได้และที่ผ่านมาได้มีการลงทุนปลูกป่าจำนวนมากแต่ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้  อีกทั้งการรักษาและปลูกป่าจะต้องเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับเพื่อให้การดำเนินงานเรื่องพื้นที่ป่ามีความยั่งยืนซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดสรรที่ดินให้แก่ชาวบ้านโดยตรง

•    เรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องที่ท้าทายและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  เป็นตัวอย่างของความซับซ้อนในการขับเคลื่อนระดับนโยบายและการปฏิรูปประเทศไทย  โดยสามารถพิจารณาเป็น 2 ประเด็น ดังนี้  (1) นโยบายด้านพลังงาน ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม การกระจายรายได้และลดความยากจน เช่น หากประเทศมีการปรับนโยบายการขนส่งมาใช้รถไฟที่ใช้หัวรถจักรไอน้ำที่มีการใช้ฟืนจากไม้โตเร็วที่ชาวบ้านปลูกจะทำให้ชาวบ้านมีรายได้และลดความยากจน  แต่ประเด็นคือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนระหว่างการใช้น้ำมันและการฟืนมีความแตกต่างกันมากน้อยอย่างไร   และ (2) นโยบายเรื่องต้นไม้  จะต้องมีการกำหนดทางเลือกในการดำเนินงานอย่างละเอียดและมีการพัฒนาเป็นนโยบายที่เป็นวาระของสังคมโดยไม่แปรเปลี่ยนตามรัฐบาล  ซึ่งขณะนี้กำลังจะมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อดูข้อมูลว่ามีใครกำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่บ้าง ซึ่งเรื่องธนาคารต้นไม้มีความซับซ้อนและได้กลายเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง   สำหรับการขายคาร์บอนเครดิตถือเป็นแรงจูงใจเฉพาะหน้าในการปลูกต้นไม้แต่ทั้งนี้ชาวบ้านจะไม่สามารถตัดต้นไม้เพื่อมาทำประโยชน์ได้  ซึ่งในบางพื้นที่ได้มีการส่งเสริมการปลูกต้นไม้โดยมีการคำนวณว่าแต่ละอำเภอควรมีการปลูกต้นไม้จำนวนเท่าไร  และหากมีการเลือกตัดบางต้นเพื่อทำประโยชน์โดยไม่สูญเสียความเป็นป่าจะสามารถสร้างรายได้แก่อำเภอนั้นประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี

•    ประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาสนับสนุนงบประมาณแก่กรมป่าไม้เพื่อให้ปลูกป่าชายเลนในพื้นที่นากุ้งของตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยกำหนดให้มีการปลูกไม้โกงกางเท่านั้น สำหรับตำบลปากพูนได้มีพื้นที่ 10,000 กว่าไร่ และมีคนครอบครองนากุ้งกว่า 200  รายและกำลังจะหมดสัญญา ซึ่งทางกรมป่าไม้ได้ยื่นเงื่อนไขให้มีการปลูกป่าโกงกางและทำนากุ้งอย่างละครึ่ง  ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ยินยอม เนื่องจากการปลูกไม้โกงกางบนนากุ้งจะทำลายระบบนิเวศ  ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะเห็นว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องและเป็นการตัดสินใจจากระดับบนโดยไม่รู้รายละเอียด  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการทรัพยากรได้เอง สามารถกำหนดกติกาเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ  รวมถึงมีสิทธิ์ในการใช้ที่ดินระยะยาวเพื่อปลูกต้นไม้ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติจะต้องมีการผลักดันเรื่องการให้ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องการใช้ที่ดินเพื่อรักษาฐานทรัพยกรของชาติให้ได้

•    ข้อสังเกตและข้อคิดเห็นต่อเรื่องคาร์บอนเครดิต
1.    คาร์บอนเครดิตอาจทำลายความเอื้ออาทรในชุมชน  ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถตัดต้นไม้ในกรณีที่ความจำเป็นต้องใช้งานเนื่องจากผิดกติกาและข้อตกลงที่กำหนดไว้  และที่สำคัญเมื่อประเทศไทยต้องมีพันธกรณีในก๊าซเรือนกระจกอาจทำให้ไม่มีพื้นที่ป่าสำหรับการหักลบตามพันธกรณี  
2.    หลักการเรื่องคาร์บอนเครดิตมองว่าโลกจะสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จำนวนจำกัด ดังนั้นหากประเทศใดไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมีการปล่อยเพิ่ม หรือประเมินแล้วพบว่าการสนับสนุนให้ประเทศอื่นดำเนินการมีต้นทุนและความคุ้มค่ามากกว่า ประเทศเหล่านั้นจะต้องนำเงินไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้  ซึ่งมองในอีกมุมหนึ่งอาจถือได้ว่าประเทศนั้นกำลังถูกเก็บภาษีเพื่อนำเงินจากการเก็บภาษีไปสนับสนุนประเทศที่ทำความดีซึ่งจะทำให้ภาพรวมของการลดก๊าซเรือนกระจกในโลกดีขึ้น สำหรับการซื้อคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้ไม่ได้เป็นซื้อต้นไม้  แต่เป็นการซื้อเครดิตของคาร์บอน สิทธิ์ของต้นไม้ยังเป็นของเจ้าของต้นไม้ทุกประการ  และหากมีการตัดต้นไม้ก็จะไม่ได้รับเงินเนื่องจากทำให้เครดิตสำหรับไปหักลบกับพันธกรณีน้อยลง  ทั้งนี้ต้นไม้แต่ละประเภทจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นชาวบ้านจะต้องตัดสินใจเรื่องชนิดของต้นไม้ที่จะปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่  ดังนั้นจะเห็นว่ากระบวนการของคาร์บอนเครดิตเป็นกระบวนการถ่ายเทความช่วยเหลือให้แก่ประเทศที่ไม่มีโอกาสในการลดก๊าซเรือนกระจกหรือมีต้นทุนในการดำเนินการที่แพงกว่าไปให้อีกประเทศเป็นผู้ดำเนินการแทน  และในอนาคตหากประเทศไทยมีการผลิตก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ประเทศไทยก็ต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตซึ่งเท่ากับเป็นการถูกเก็บภาษีเพื่อทำในสิ่งที่ไม่ควรดำเนินการ  
3.    การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีจะมีองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจกเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อควบคุมไม่ให้มีการซื้อขายเกินราคาจริง  สำหรับโครงการที่ประเทศไทยควรสนันสนุนให้ทำเรื่องคาร์บอนเครดิตแล้วขายคาร์บอนเครดิตให้แก่ประเทศพัฒนาแล้ว  เช่น การนำมีเทนไปผลิตพลังงานไฟฟ้า  การนำมูลสุกรมาทำเป็นก๊าซมีเทน  เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อจะได้เกิดการถ่ายโอนและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในการจัดการกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต่างจากโครงการภาคป่าไม้ซึ่งประเทศไทยมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเรื่องการจัดการป่าดีอยู่แล้ว  ดังนั้นจะต้องมีการกำหนดนโยบายว่าควรทำในโครงการประเภทใดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด  รวมถึงประเด็นที่ประเทศอุตสาหกรรมจะมาซื้อคาร์บอนเครดิตโดยไม่ทำการลดในประเทศตนเอง ซึ่งยังมีแง่มุมที่ต้องถกเถียงกันอยู่โดยอาจจะต้องมีการกำหนดให้มีการหักลบคาร์บอนเครดิตจากพันธกรณีได้จำนวนจำกัด
•    เรื่องโลกร้อนได้กลายเป็นเงื่อนไขในการกีดกันทางการค้า  ดังเช่น สินค้าที่จะขายในประเทศอังกฤษจะต้องมี  food print เพื่อแสดงว่าอาหารดังกล่าวก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเท่าไร ซึ่งขณะนี้สินค้าด้านการเกษตรหลายชนิดจะต้องระบุฉลากดังกล่าว และหลายบริษัทไม่สามารถดำเนินงาน ยกเว้นบริษัทซีพีเพียงบริษัทเดียว เนื่องจากมีต้นทุนในการดำเนินการสูง หรือแม้แต่กรณีข้าวไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าข้าวของเวียดนามเนื่องจากไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าซึ่งเหล่านี้เป็นความได้เปรียบทางด้านการค้า   นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศกำลังพัฒนาซึ่งก่อให้เกิดการผลิตก๊าซเรือนกระจกในประเทศดังกล่าวก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่จะต้องมีการเจรจา  ดังนั้นจะเห็นเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบและเชื่อมโยงทั้งต่อเรื่องพลังงาน เกษตร และอาหาร  ซึ่งการปฏิรูปในภาคส่วนต่างๆ จะต้องคิดแบบเชื่อมโยงกัน  
•    การคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะมีการตรวจวัดด้านวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐาน IPCC โดยจะมีค่า Emission factor สำหรับกิจกรรมแต่ละประเภท เช่น จำนวนพื้นที่ป่าที่หายไป  การเกิดมีเทนจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยได้ใช้ค่าดีฟอลต์ของ Emission factor ในการเป็นตัวคูณซึ่งค่าที่ได้อาจมีคลาดเคลื่อนเนื่องจากอาจมีค่าน้อยหรือสูงกว่าความเป็นจริง
•    ขณะนี้ได้มีตลาดภาคสมัครใจจำนวนมากและไม่สามารถควบคุมได้เนื่องจากเป็นที่ดินเอกชน รวมถึงทุกวันนี้ชาวบ้านได้มีการขายคาร์บอนเครดิตอยู่แล้วให้แก่ตลาดชิคาโก  ซึ่งเสนอให้รัฐบาลทำการซื้อคาร์บอนเครดิตเก็บไว้เองในรูปแบบธนาคารต้นไม้เพื่อให้เป็นเครดิตของประเทศสำหรับเป็นทางเลือกในการแข่งขันกับตลาดภาคสมัครใจ  ซึ่งปัจจุบันตลาดภาคสมัครใจได้มีการเติบโตขึ้นและมีการแข่งขันกับตลาดหลักโดยมีการดึงราคาให้ลดลง  ทั้งนี้ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องใช้คาร์บอนเครดิตจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่มีความจำเป็นในการนำเงินไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากชาวบ้าน  และหากจำเป็นจะต้องซื้อคาร์บอนเครดิตจากธนาคารต้นไม้  จะต้องมีการข้อมูลพอสมควรโดยเฉพาะข้อมูลที่คาดการณ์ในอนาคตว่าในอีก 20 ปีประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมสำหรับการจัดการ  เช่น อเมริกาจะไม่เก็บภาษีคาร์บอนกับประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า 0.5% ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ที่ 0.9% หรือในขณะนี้แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีพันธกรณีแต่หากในอนาคตจะต้องรับผิดชอบต่อพันธกรณีจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร เป็นต้น
•    สิ่งที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์มี 3 ประเภท ได้แก่ อันตรายต่อสุขภาพระดับปัจเจก  อันตรายต่อสิ่งแวดล้อมเฉพาะที่ และอันตรายายต่อสิ่งแวดล้อมเฉพาะโลกซึ่งเรื่องก๊าซเรือนกระจกจัดอยู่ในประเภทดังกล่าว และยังไม่รู้วิธีการจัดการ จึงได้มีความพยายามเบื้องต้นในการตั้งกติกาเพื่อหาวิธีจัดการ ซึ่งได้มีข้อสังเกตว่าเงื่อนไขของคาร์บอนเครดิตไม่มีความยืดหยุ่นมากนัก  เนื่องจากมีการทำสัญญาระยะเวลา 10-20  ปี อีกทั้งการตัดต้นไม้เพียง 1 ต้นอาจส่งผลต่อการบอกเลิกสัญญา  ทั้งนี้ในอนาคตอาจมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น กรณีที่มีการตัดต้นไม้ซึ่งทำให้คาร์บอนเครดิตลดลง อาจไม่ต้องบอกเลิกสัญญาแต่ได้รับจำนวนเงินลดลง  
•    ความสามารถของประเทศไทยในขณะนี้ยังไม่เพียงพอต่อการสังเคราะห์นโยบายที่มีความซับซ้อน  ดังนั้นจะต้องมีการเร่งความสามารถในการทำวิจัยเชิงนโยบาย ซึ่งขณะนี้ได้มีการประกาศให้การสนับสนุนงบวิจัยแก่สภาวิจัยแห่งชาติเพิ่มขึ้นเป็น 0.5%  ดังนั้นจะต้องมีการปรับระบบบริหารจัดการวิจัยในระดับประเทศ  โดยงานวิจัยในระดับนโยบายควรมีเรื่องพลังงาน และระบบนิเวศเนื่องจากเรื่องดังกล่าวจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต  


สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here เวทีปฏิรูป
ยืมเงิน