Font Size

Text Size
เวทีปฏิรูป

เวทีปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 41

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันพฤหัสบดีที่ 04 พฤศจิกายน 2010 เวลา 13:00 น.
SHARE STORE:
Digg
 

สรุปการประชุมเครือข่ายสถาบันทางปัญญา
ปฎิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 41
วันอังคารที่ 28 กันยายน 2553 เวลา 13.30 - 16.30 น.
ณ ห้อง  Meeting 3-4 สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพ ฯ

 

1. เกริ่นนำ

สุนิตย์ เชรษฐา และคณะ นำเสนอสถานการณ์ โอกาส และยุทธศาสตร์ ของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในประเทศไทย

1.1     สถานการณ์สื่อ เครือข่าย และข้อมูลผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย
•    คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลจากเนคเทค พบว่าปีที่แล้วมีผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต 18.3 ล้านคนและคาดว่าปีนี้ น่าจะมีผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตราวๆ 20 ล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้ประมาณ 30 คน และยิ่งหากเมืองไทยมี 3G ก็ยิ่งเพิ่มตัวเลขผู้ใช้มากขึ้น
•    อินเตอร์เน็ตไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่หน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว แต่เข้าไปเชื่อมโยงกับทุกช่วงของชีวิต และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ตทั้งหมด อนาคตกระแส Social Media หรือเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์จะขึ้นมานำเว็บปกติ
•    บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีคนไทยใช้มากที่สุดคือ เฟซบุ๊ก รวม 5.4 ล้านคน ชาย 44 เปอร์เซ็นต์ หญิง 56 เปอร์เซ็นต์ ผู้ใช้ส่วนใหญ่อายุ 13-18 ราวๆ 3.29 ล้านคน วัยทำงานประมาณ 2 ล้านคน
•    คนไทยเข้าเว็บกูเกิ้ลมากที่สุด อันดับที่สองคือเฟซบุ๊ก อีกบริการที่คนใช้มากคือทวิตเตอร์ ให้คนที่เป็นสมาชิกเขียนข้อความสั้นๆ ว่ากำลังทำอะไร สนใจอะไรอยู่ โดยไทยมีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 7 ของเอเชีย
•    การใช้ระบบอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์ลดลง แต่มุ่งไปที่เครือข่ายทางสังคมมากขึ้น เว็บไซต์แบบเดิมคนอาจจะเข้าไปอ่านเนื้อหาแต่เครือข่ายทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสาร โดยผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเหมือนศูนย์กลาง ระบบข่าวเชื่อมโยงถึงกันระหว่างผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตโดยตรง โดยที่สามารถเชื่อมโยงกลุ่มคนที่หลากหลายและทันที เครือข่ายทางสังคมจะกลายเป็นสื่อเสียเอง

1.2  จุดแข็งของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
•    การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
•    สามารถลดต้นทุนในการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
(1)    ลดต้นทุนการเข้าไม่ถึงข้อมูลพื้นฐานเชิงประเด็น
(2)    ลดต้นทุนที่เกิดจากการขาดช่องทางการเสนอและพัฒนานโยบาย
(3)    ลดต้นทุนของการไม่สามารถร่วมผลักดันดำเนินการให้เกิดขึ้นจริง

1.3  ยุทธศาสตร์อินเตอร์เน็ตที่มีเครือข่ายทางสังคมเป็นพื้นฐาน
•    สร้างระบบข้อมูลของรัฐให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น open data  เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์สังเคราะห์ได้ง่ายขึ้น โดย
(1)    กำหนดเป้าหมายการเปิดเผยข้อมูลว่าอะไรเปิดได้อะไรเปิดไม่ได้
(2)    กำหนดมาตรฐานการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการเข้าถึงระบบกลางเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการเข้าถึง เช่น สถิติ งบประมาณ การประมูล ผลการประชุมสำคัญ เช่น เว็บของสหรัฐคือ http://data.gov ซึ่งรวบรวมข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญๆ ของสหรัฐมาให้ประชาชนสามารถเข้าถึง โดยรัฐบาลเปิดเผยชุดข้อมูลเหล่านี้ และให้มหาวิทยาลัยและเครือข่ายประชาชนมาพัฒนาซอฟแวร์ระบบประมวลผล เป็นการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

•    เปิดพื้นที่เชิงนโยบายอย่างกว้างขวาง เป็นพื้นที่เชิงรุกในการดึงคนใช้เน็ต 20 กว่าล้านหรือคนใช้เฟซบุ๊กราวห้าล้านคนมาแสดงความเห็นได้  โดย

(1)    ใช้อินเตอร์เน็ตและเครือข่ายทางสังคมเป็นช่องทางการมีส่วนร่วมสำคัญ เช่น โครงการIdeas ประเทศไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนเสนอไอเดีย และโครงการ Ilaw.or.th ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักกฎหมายที่ผู้ที่ต้องการขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมาย ภายใต้แนวคิด คิด สร้าง เซ็น เป็นการเสนอกฎหมายโดยภาคประชาชนเอง
(2)    จัดกระบวนการเพื่อเสริมศักยภาพเชิงรุก มีกลไกรับรองจริง
(3)    เชื่อมกระบวนการเปลี่ยนประเทศไทย เช่น คณะกรรมการปฏิรูป สมัชชาปฏิรูป กลไกของรัฐบาล การขับเคลื่อนของกลุ่มประชาสังคม เช่น เว็บ moveon.org เป็นเว็บที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต เพื่อนำเสนอกฎหมายและนโยบาย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 5 ล้านคน และนำไปสู่การระดมทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่นช่วยคนที่ประสบภัยจากพายุแคทลีนา หรือการสนับสนุนสมัครของพรรค moveon.org นำมาสู่ my.barackobama.com ซึ่งเป็นฐานเสียงคนรุ่นใหม่ของโอบามา  และ เว็บ moveon เปลี่ยนแนวทางการจัดการการเงินในการหาเสียงของนักการเมืองไปเลย เพราะระดมจากคนที่บริจาคเฉลี่ยแล้วสี่สิบเหรียญต่อคน จากเดิมที่มักได้เงินบริจาคจากแหล่งทุนใหญ่
(4)    พัฒนาให้เกิดระบบเชื่อมโยง อาสาสมัคร คือการรณรงค์โครงการต่างๆ โดยสามารถ
(5)    ต่อยอดเครือข่ายทางสังคมออนไลน์แนวอาสาฯ
(6)    จัดระบบเชื่อมโยง Matching
(7)    เชื่อมประเด็นด้านสุขภาวะ เช่น การระดมอาสาร่วมกระบวนการ การสร้างความรับรู้ – ผู้สนับสนุนเชิงประเด็น การระดมทุนและทรัพยากรเพื่อนำร่อง
(8)    การต่อยอดจุดแข็งของเครือข่ายสังคมออนไลน์  มีตัวอย่างแนวทางในต่างประเทศซึ่งมีระบบเช่น Volunteer Match ออนไลน์ ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูข้อมูลและเลือกกิจกรรมที่สนใจ มีองค์กรบริจาคออนไลน์ เช่น globalgiving.org เพื่อนำเสนอว่าขณะนี้มีโครงการอะไร ใครดำเนินการอะไรอยู่ และเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนที่เป็น CSR ของบริษัทต่างๆ และประชาชนที่สนใจบริจาคมาศึกษาข้อมูลและบริจาคให้กับโครงการที่สนใจได้ หากดำเนินการได้ตามยุทธศาสตร์ที่เสนอไป รัฐบาลสามารถเปิดให้เกิดความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความร่วมมือ

1.4  บทบาทของแต่ละฝ่ายซึ่งเป็นภาคีเพื่อการขับเคลื่อน (ภาครัฐ ประชาสังคม เครือข่ายสังคมออนไลน์ ภาคธุรกิจ)
•    ภาครัฐ
(1)    ประกาศนโยบายและมาตรการด้านมาตรฐานและระบบเปิดเผย-เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ
(2)    ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการใช้งาน และพัฒนา applications การใช้งานข้อมูลโดยภาคประชาชนและภาคเอกชน เช่นผ่านการจัดประกวด
(3)    เปิดพื้นที่นำเสนอนโยบายสาธารณะ
•    ประชาสังคม
(1)    ตั้งสถาบันหรือโครงการความร่วมมือ
(2)    พัฒนาระบบ matching อาสาฯ และเงินทุนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการพัฒนาเปลี่ยนแปลง
•    เครือข่ายสังคมออนไลน์
(1)    รวมตัวกันเป็นเครือข่าย
(2)    เชื่อมเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำ open source technology และมาตรฐานต่างๆ เข้ามาใช้
•    ภาคธุรกิจ
(1)    เป็นภาคีร่วมสนับสนุนกรจัดตั้งกระบวนการบูรณาการเชื่อมโยงการลงทุน CSR ให้เป็นระบบ วัดได้  และเชื่อมโยงกับโครงการสำคัญของประชาสังคมได้มากขึ้น (คล้าย Clinton Global Initiative)
(2)    สนับสนุนทรัพยากร เงินทุน และความเชี่ยวชาญเฉพาะ
(3)    ร่วมลงทุนกับโครงกรนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ใช้ Social Media มาสร้างความเปลี่ยนแปลง
(4)    สนับสนุนเทคโนโลยี และเครื่องมือต่างๆ

2. ความเห็นและข้อเสนอแนะของที่ประชุม

2.1    ข้อเสนอในทางปฏิบัติ
•    การสร้างบัญชีข้อมูล ซึ่งสามารถนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรม แต่ต้องกำหนดว่าอะไรที่เป็นประเด็นสำคัญบ้าง เช่น ข้อมูลสำมะโนประชากร ข้อมูลรายได้ของพระ และข้อมูลสาธารณะอื่นๆ ซึ่งในทางเทคนิคสามารถทำได้ทันที
•    เปิดให้หน่วยงานและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการนำเสนอพื้นฐานอย่างเป็นระบบ โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลเหล่านี้เอง เช่น ข้อมูลประชากรเกี่ยวกับโรคมะเร็งในรัฐต่างๆ ข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกรัฐสภาว่าใครทำงานอย่างไร ลงคะแนนให้กับกฎหมายฉบับใด เป็นต้น
•    การเชื่อมโยงเครือข่าย ทำให้คนมีจิตอันเดียวกัน ทำให้เกิดความรู้ดีๆ ที่คนอยากใช้อยากได้ไปและมีประโยชน์ เช่น มหาวิทยาลัยต่างๆ น่าจะสร้าง Knowledge Center ไปสำรวจว่าประชาชนเขาต้องการความรู้อะไรไปใช้งาน
•    ประสานภาคีเครือข่ายซึ่งมีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกัน  เช่น หอการค้า ภาคธุรกิจสามารถหนุนเสริมเรื่องวิสาหกิจชุมชนได้ และ สสส. อาจเข้ามาหนุนเสริมในเรื่องการสร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งได้
•    ข้อเสนอเฉพาะหน้า สำหรับกลุ่มที่มีแนวคิดเพื่อสังคมอยู่แล้ว สามารถลงมือปฏิบัติได้ทันที และนำมามานำเสนอและมาเชื่อมโยงกัน เหมือนจุดไฟหลายๆ กอง ถ้ากองไหนจุดติดก็พัฒนาเพิ่มเติม

2.2 ข้อจำกัดและข้อพึงระวังเกี่ยวกับสื่อออนไลน์และเครือข่ายสังคมออนไลน์
•    คนไทยไม่ค่อยแลกเปลี่ยนข้อมูล มีอคติ และเลือกสื่อสารเฉพาะกลุ่ม
•    Social Media ของไทยขาดพื้นฐานที่สำคัญคือจิตสำนึกและภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง
•    Social Media ในไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นคนยากจนและคนในชนบท จำกัดอยู่ที่ชนชั้นกลางในเมือง
•    อินเตอร์เน็ตมีข้อมูลหลากล้น ดังนั้นต้องมีกระบวนการจัดการความรู้เข้ามาประกอบด้วย เพื่อจัดการการใช้ข้อมูลและเวลาให้ดี
•    อินเตอร์เน็ตอาจทำให้มนุษย์ห่างเหินจากกัน อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงว่าในอีกด้านหนึ่ง มนุษย์ก็อาจจะใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะสามารถสื่อสารกันได้หลากหลายมิติและไม่จำกัดเวลา

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here เวทีปฏิรูป
ยืมเงิน