พฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 10, 2011
   
Text Size

ข้อมูลกลุ่มสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย

แถลงการณ์ เรื่อง ข้อห่วงใยต่อการนำเสนอข่าว และภาพข่าวของสื่อมวลชน

แถลงการณ์ เรื่อง ข้อห่วงใยต่อการนำเสนอข่าว และภาพข่าวของสื่อมวลชน

กรณีข้อพิพาทชายแดนและการใช้กำลังทหารระหว่างไทย-กัมพูชา

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา อันเนื่องมาจากข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อนบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร เป็นผลให้กำลังพลและพลเรือนของทั้งสองประเทศต้องเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากนั้น เหนือสิ่งอื่นใดเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดนของสองประเทศซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาท ความขัดแย้งดังกล่าว ขณะเดียวกันสื่อมวลชน ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ฯลฯ ต่างได้พยายามทำหน้าที่เกาะติดรายงานข่าวความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เนื่องเพราะเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 โดยมีข้อห่วงใยต่อการนำเสนอข่าวและภาพข่าวของเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชน ดังนี้

1. ขอให้เพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ ฯลฯ ได้ทำหน้าที่ของตนด้วยความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน โดยการเสนอข่าวและภาพข่าว ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นต้องเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ แสวงหาหนทางการแก้ปัญหาข้อพิพาท ความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

2. ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินนำเสนอประเด็นข่าวและภาพข่าวได้ตระหนักถึงความอ่อนไหว และให้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดต่อผลกระทบทางด้านความมั่นคง ซึ่งอาจเป็นการเปิดเผยจุดยุทธศาสตร์ หรือยุทธวิธีทางการทหารให้กับฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่ตั้งใจได้

3.ในการนำเสนอข่าว ตลอดจนการแสดงข้อคิดเห็นใด ๆ โดยผ่านทางบทสัมภาษณ์ บทความ หรือทางอื่นใด ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้ภาษา หรือการแสดงท่าทีที่เป็นการดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม ก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

4.ขอเรียกร้องให้ผู้นำทั้งสองประเทศ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดน แสดงความจริงใจที่จะร่วมกันยุติปัญหาความขัดแย้งให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกการแก้ปัญหาที่มีอยู่ หันหน้ามาพูดคุย เจรจาเพื่อหาข้อยุติอย่างสร้างสรรค์และยึดมั่นในสันติวิธี โดยยึดผลประโยชน์และความสงบสุขของพี่น้องประชาชนสองประเทศเป็นที่ตั้ง

5. สำหรับการเคลื่อนไหวของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้ แม้เป็นการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญที่พึงกระทำได้ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบสิทธิของผู้อื่น อีกทั้งไม่ควรกระทำการใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุให้ปัญหาข้อพิพาทลุกลามบานปลายมากขึ้น เนื่องเพราะสันติวิธีเท่านั้น  คือหนทางยุติปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ขอแสดงความชื่นชมต่อการตระหนักในบทบาทหน้าที่ของเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อมวลชนทุกแขนง ในการนำเสนอข่าวและภาพข่าวด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ขณะเดียวกัน ขอให้กำลังใจแก่ทหารหาญและผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงทุกท่านที่ต่างทุ่มเทสรรพกำลังด้วยความเสียสละในการทำหน้าที่ปกปัก พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยแห่งดินแดน ทำให้ประชาชนที่อยู่แนวหลังต่างรู้สึกซาบซึ้งและอุ่นใจในการทำหน้าที่สมกับเป็นรั้วของชาติอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้ สภาการหนังสือพิมพ์ฯ  หวังว่า ข้อพิพาทดินแดนของไทย-กัมพูชา จะสามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ววันบนพื้นฐานของการเจรจาและสันติวิธี เพื่อให้ความสงบสุขของพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศกลับคืนมา โดยไม่ต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากผลกรรมที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น.

 

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

8 กุมภาพันธ์ 2554

   

แถลงการณ์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ฉบับที่ 2 “ยุบ ออป. คืนทรัพยากรให้กับสังคม”

แถลงการณ์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ฉบับที่ 2 “ยุบ ออป.   คืนทรัพยากรให้กับสังคม”

นับเป็นเวลากว่า  64 ปี ( พ.ศ. 2490 – 2554 ) ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ได้กำเนิดขึ้นในสังคมไทย ภายหลังจากที่บริษัททำไม้จากอังกฤษและบริษัทต่างประเทศอื่นๆ สิ้นอายุการสัมปทานในปี 2497  ทั้งนี้ องค์การ อุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่หลักคือ การทำไม้ในเขตสัมปทาน และการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมป่าไม้และการปลูกสร้างสวนป่า

ดังนั้น  ออป. จึงมีรายได้หลักมาจากการสัมปทานตัดไม้นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 – 2531   โดยเป็นผู้สัมปทานไม้รายใหญ่ของประเทศประมาณร้อยละ 80 ของพื้นที่สัมปทาน ดังจะเห็นได้จากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490-2515  ออป. มีกำไรสุทธิรวม 1,739.91 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 66.9 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2516-2533 ออป. มีกำไรสุทธิรวม 5,276.41 ล้านบาท  เฉลี่ยปีละ  293 ล้านบาท ก่อนรายได้จะลดลงในปี 2534 และประสบภาวะขาดทุนในปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา กระทั่งประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก โดยในปี พ.ศ. 2541 ออป.ขาดทุนสูงถึง 225.88 ล้านบาท   ทำให้รัฐบาลต้องอุดหนุนองค์กรแห่งนี้ปีละไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท

ใน ด้านนิเวศวิทยา ออป. คือผู้ทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่แท้จริง ตั้งแต่การสัมปทานตัดไม้รายใหญ่
การนำพื้นที่สัมปทานมาปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อตัดขาย โดยพื้นที่สวนป่าในการดูแลของ อ.อ.ป. จำนวน 124 แห่ง เนื้อที่  1,118,374.935 ไร่ เป็นสวนป่าประเภทที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ ทั้งสิ้น 597,646.75 ไร่  ซึ่งการทำไม้จากสวนป่าจะทำให้พื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลงจากเดิม  และ ในสายตาของประชาชนมองว่า อ.อ.ป. คือผู้ทำลายป่าไม้ เนื่องจากปลูกแล้วตัด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โครงการปลูกไม้ ทำลายป่า” นอกจากนี้ พื้นที่ ส่วนใหญ่ที่ออป. ปลูกสร้างสวนป่าเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านถือครองทำประโยชน์มาก่อน ทำให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสภาพเช่นนี้เป็นมาโดยตลอด กระทั่งปัจจุบัน

ใน สภาพการณ์เช่นปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่า ออป.ได้หมดยุคสมัย และหมดความจำเป็นต่อสังคมไทยไปแล้วในทุกด้าน นับตั้งแต่การสิ้นสุดการสัมปทานตัดไม้ในปี พ.ศ. 2532 ดังนั้น รัฐบาล ต้องยุบองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แล้วนำพื้นที่มาจำแนกจัดสรรใหม่ทั้งหมด เช่น พื้นที่ที่เหมาะสมในการสงวนไว้เพื่อสิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่ที่ประชาชนเคยถือครองทำกินมาก่อน ให้นำมาจัดสรรแก่ชาวบ้าน สำหรับ บุคลากรของออป. รัฐบาลควรมีมาตรการดูแลพนักงานเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติสุข ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ รัฐก็จะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปปีละ 1,000 กว่าล้านบาท ที่ดินสวนป่าเดิมกว่า 1,000,000 ไร่ ก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสังคมมากขึ้น  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า ผู้บริหารจะมีภาวะผู้นำในการตัดสินใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน



ด้วยจิตคารวะ

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน


แถลงการณ์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ฉบับที่ 2

ยุบ ออป. คืนทรัพยากรให้กับสังคม

นับเป็นเวลากว่า 64 ปี ( พ.ศ. 2490 – 2554 ) ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ได้กำเนิดขึ้นในสังคมไทย ภายหลังจากที่บริษัททำไม้จากอังกฤษและบริษัทต่างประเทศอื่นๆ สิ้นอายุการสัมปทานในปี 2497 ทั้งนี้ องค์การ อุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่หลักคือ การทำไม้ในเขตสัมปทาน และการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมป่าไม้และการปลูกสร้างสวนป่า

ดังนั้น ออป. จึงมีรายได้หลักมาจากการสัมปทานตัดไม้นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 – 2531 โดยเป็นผู้สัมปทานไม้รายใหญ่ของประเทศประมาณร้อยละ 80 ของพื้นที่สัมปทาน ดังจะเห็นได้จากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490-2515 ออป. มีกำไรสุทธิรวม 1,739.91 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 66.9 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2516-2533 ออป. มีกำไรสุทธิรวม 5,276.41 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 293 ล้านบาท ก่อนรายได้จะลดลงในปี 2534 และประสบภาวะขาดทุนในปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา กระทั่งประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก โดยในปี พ.ศ. 2541 ออป.ขาดทุนสูงถึง 225.88 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลต้องอุดหนุนองค์กรแห่งนี้ปีละไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท

ใน ด้านนิเวศวิทยา ออป. คือผู้ทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่แท้จริง ตั้งแต่การสัมปทานตัดไม้รายใหญ่ การนำพื้นที่สัมปทานมาปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อตัดขาย โดยพื้นที่สวนป่าในการดูแลของ อ.อ.ป. จำนวน 124 แห่ง เนื้อที่ 1,118,374.935 ไร่ เป็นสวนป่าประเภทที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ ทั้งสิ้น 597,646.75 ไร่ ซึ่งการทำไม้จากสวนป่าจะทำให้พื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลงจากเดิม และ ในสายตาของประชาชนมองว่า อ.อ.ป. คือผู้ทำลายป่าไม้ เนื่องจากปลูกแล้วตัด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โครงการปลูกไม้ ทำลายป่า” นอกจากนี้ พื้นที่ ส่วนใหญ่ที่ออป. ปลูกสร้างสวนป่าเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านถือครองทำประโยชน์มาก่อน ทำให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสภาพเช่นนี้เป็นมาโดยตลอด กระทั่งปัจจุบัน

ใน สภาพการณ์เช่นปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่า ออป.ได้หมดยุคสมัย และหมดความจำเป็นต่อสังคมไทยไปแล้วในทุกด้าน นับตั้งแต่การสิ้นสุดการสัมปทานตัดไม้ในปี พ.ศ. 2532 ดังนั้น รัฐบาล ต้องยุบองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แล้วนำพื้นที่มาจำแนกจัดสรรใหม่ทั้งหมด เช่น พื้นที่ที่เหมาะสมในการสงวนไว้เพื่อสิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่ที่ประชาชนเคยถือครองทำกินมาก่อน ให้นำมาจัดสรรแก่ชาวบ้าน สำหรับ บุคลากรของออป. รัฐบาลควรมีมาตรการดูแลพนักงานเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติสุข ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ รัฐก็จะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปปีละ 1,000 กว่าล้านบาท ที่ดินสวนป่าเดิมกว่า 1,000,000 ไร่ ก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า ผู้บริหารจะมีภาวะผู้นำในการตัดสินใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

ด้วยจิตคารวะ

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
แถลงการณ์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ฉบับที่ 2

“ยุบ ออป.   คืนทรัพยากรให้กับสังคม”

นับเป็นเวลากว่า  64 ปี ( พ.ศ. 2490 – 2554 ) ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ได้กำเนิดขึ้นในสังคมไทย ภายหลังจากที่บริษัททำไม้จากอังกฤษและบริษัทต่างประเทศอื่นๆ สิ้นอายุการสัมปทานในปี 2497  ทั้งนี้ องค์การ อุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่หลักคือ การทำไม้ในเขตสัมปทาน และการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมป่าไม้และการปลูกสร้างสวนป่า

ดังนั้น  ออป. จึงมีรายได้หลักมาจากการสัมปทานตัดไม้นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 – 2531   โดยเป็นผู้สัมปทานไม้รายใหญ่ของประเทศประมาณร้อยละ 80 ของพื้นที่สัมปทาน ดังจะเห็นได้จากตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490-2515  ออป. มีกำไรสุทธิรวม 1,739.91 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 66.9 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2516-2533 ออป. มีกำไรสุทธิรวม 5,276.41 ล้านบาท  เฉลี่ยปีละ  293 ล้านบาท ก่อนรายได้จะลดลงในปี 2534 และประสบภาวะขาดทุนในปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา กระทั่งประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก โดยในปี พ.ศ. 2541 ออป.ขาดทุนสูงถึง 225.88 ล้านบาท   ทำให้รัฐบาลต้องอุดหนุนองค์กรแห่งนี้ปีละไม่น้อยกว่า 1,200 ล้านบาท

ใน ด้านนิเวศวิทยา ออป. คือผู้ทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่แท้จริง ตั้งแต่การสัมปทานตัดไม้รายใหญ่ การนำพื้นที่สัมปทานมาปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อตัดขาย โดยพื้นที่สวนป่าในการดูแลของ อ.อ.ป. จำนวน 124 แห่ง เนื้อที่  1,118,374.935 ไร่ เป็นสวนป่าประเภทที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ ทั้งสิ้น 597,646.75 ไร่  ซึ่งการทำไม้จากสวนป่าจะทำให้พื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลงจากเดิม  และ ในสายตาของประชาชนมองว่า อ.อ.ป. คือผู้ทำลายป่าไม้ เนื่องจากปลูกแล้วตัด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โครงการปลูกไม้ ทำลายป่า” นอกจากนี้ พื้นที่ ส่วนใหญ่ที่ออป. ปลูกสร้างสวนป่าเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านถือครองทำประโยชน์มาก่อน ทำให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสภาพเช่นนี้เป็นมาโดยตลอด กระทั่งปัจจุบัน

ใน สภาพการณ์เช่นปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่า ออป.ได้หมดยุคสมัย และหมดความจำเป็นต่อสังคมไทยไปแล้วในทุกด้าน นับตั้งแต่การสิ้นสุดการสัมปทานตัดไม้ในปี พ.ศ. 2532 ดังนั้น รัฐบาล ต้องยุบองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แล้วนำพื้นที่มาจำแนกจัดสรรใหม่ทั้งหมด เช่น พื้นที่ที่เหมาะสมในการสงวนไว้เพื่อสิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่ที่ประชาชนเคยถือครองทำกินมาก่อน ให้นำมาจัดสรรแก่ชาวบ้าน สำหรับ บุคลากรของออป. รัฐบาลควรมีมาตรการดูแลพนักงานเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติสุข ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการเช่นนี้ได้ รัฐก็จะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปปีละ 1,000 กว่าล้านบาท ที่ดินสวนป่าเดิมกว่า 1,000,000 ไร่ ก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสังคมมากขึ้น  ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า ผู้บริหารจะมีภาวะผู้นำในการตัดสินใจเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

ด้วยจิตคารวะ

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
   

สรุปการเสวนา วิจัยกับวิกฤติประเทศ

เมื่อวันที่  28 มกราคม 2554 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงาน งานมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัย สกว. ประจำปี 2553 ณ  ห้อง Meeting Room 1,2 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คลองเตย กรุงเทพฯ

จากนั้นมี การเสวนาเรื่อง “บทบาทงานวิจัยต่อการพัฒนาประเทศ” 

นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล ประธานคณะอนุกรรมการการศึกษาการจัดหารายได้เข้าประเทศในคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ดร.วิไลพร เจตนจันทร์ ผอ.สำนักงานเทคโนโลยี บ.ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด นายสัตวแพทย์ รุจเวท ทหารแกล้ว ผู้จัดการทั่วไป บ.เบทาโกร จำกัด นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.บัญชร  แก้วส่อง ผอ.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. รวมทั้งผู้เข้าร่วมเสวนาจากหลากหลายหน่วยงาน หลากหลายสาขาอาชีพ  อาทิ นักสังคมศาสตร์ ผู้บริหาร นักวิจัย นักการเมือง ภาคเกษตร และอุตสาหกรรม

ผศ.ดร.บัญชร  แก้วส่อง เกริ่นนำถึงสถานการณ์ปัญหา และวิกฤติต่าง ๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญ ว่า สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และปัญหาสังคม  และขณะเดียวกัน เรามีงานวิจัยมากมายหลายเรื่อง  เราจะใช้งานวิจัยทั้งหมดที่มีอยู่หลายระดับนำพาประเทศออกจากวิกฤติได้อย่างไร

ทัศนะของผู้เข้าร่วมเสวนาแต่ละท่านมองเห็นวิกฤติที่ประเทศกำลังเผชิญ และจะออกจากวิกฤติด้วยงานวิจัยได้อย่างไร ?

ในทัศนะของ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มองว่า สังคมไทยอยู่ในท่ามกลางวิกฤติมานาน โดยเฉพาะวิกฤติด้านความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ที่นำไปสู่วิกฤติความยากจน ปัญหาทางการเมือง ที่แม้จะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังเป็นเรื่องของคนบางกลุ่ม และบางพวกเท่านั้น

“ถ้าถามว่า วิจัย กับการฝ่าวิกฤติทางสังคม ผมยังไม่เห็นว่างานวิจัยที่มีอยู่จะไปช่วยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในเรื่องการเมืองที่เป็นสาเหตุของวิกฤติต่าง ๆ ที่ตามมา ตัวอย่างเช่นการแก้รัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้น  ผมยังไม่เห็นงานวิจัยที่มาชี้ชัดว่า ควรแก้หรือแก้ไขตรงไหน อย่างไร มีเพียงความเห็นของนักการเมือง ทีออกมาเสนอแนะว่าควรแก้ตรงไหนอย่างไร”

ประเด็นนี้ ประสงค์ แนะนำว่านักวิชาการ หรือนักวิจัย ควรออกมาพูด หรือชี้นำ “ความถูกต้อง” หรือนำเสนอความรู้เพื่อเปิดหูเปิดตาคนในสังคม  เพราะนักการเมือง มีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ

นอกจาก “วิกฤติ” ทางสังคม นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ยังมองเห็น “วิกฤติ” ของ Funding Agency ด้วยว่า ประเทศนี่มีหน่วยงานวิจัยอยู่หลายหน่วยงาน แต่ยังทำงานกันแบบแยกส่วน  ซึ่งส่งผลด้านงบประมาณ

“ทำไมไม่คุยกัน องค์กรวิจัยต้องมาคุยกันเอง มาประชุมและตกลงกันให้ได้ว่า หน่วยงานไหนจะสนับสนุนทุนวิจัยด้านไหน เช่น อุตสาหกรรม , วิทยาศาสตร์  การแพทย์ แบ่งสัดส่วนการทำงานให้ชัด เพื่อให้เกิดการทำงานวิจัยที่ไม่ซับซ้อน  เช่นองค์กรไหนจะหนุนให้นักวิชาการ ครูอาจารย์ หรือ นักศึกษาทำวิจัย แล้วก็จัดสรรงบประมาณออกมาให้เพียงพอ งบประมาณมันจะไม่กระจาย”

อีกประการที่  ประสงค์  เลิศรัตนวิสุทธิ์ ตั้งข้อสังเกตคือ กระบวนการเผยแพร่งานวิจัย เพื่อให้เกิดการผลักดันเชิงนโยบายยังอ่อนมาก

“ทุกวันนี้เวลาอ่านผลการดำเนินงานวิจัย ผมมองว่ามันยาก อ่านไม่รู้เรื่อง พอไม่รู้เรื่องก็ไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจ ก็ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์  มันต้องมีการนำเสนอข้อมูล และผลการดำเนินงานวิจัยที่เข้าใจง่าย เพราะฉะนั้นต้องเน้นเรื่องการนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่าย รวมไปถึงควรมีกระบวนการผลักดันงานวิจัยเพื่อให้นโยบายนำไปปฏิบัติ เพื่อให้งานวิจัยที่มีอยู่ไม่ขึ้นหิ้ง”

ด้าน สาทิตย์  วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มอง “วิกฤติ” ครั้งนี้ไม่ต่างไปจาก นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คือ สังคมกำลังอยู่ในวิกฤติ 2 เรื่อง คือ วิกฤติด้านความเหลี่อมล้ำ และช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน

แต่ท่านรัฐมนตรีกลับมองว่าวิกฤติเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” เป็นเรื่องใหม่ ขณะที่ช่องว่างระหว่างความรวยกับความจนนั้น ในฐานะตัวแทนจากฝ่ายบริหารมองว่า รัฐบาล กำลังดำเนินนโยบายหลาย ๆ เรื่องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

“การทำงานของรัฐบาลคือการเปิดโอกาสให้มีการนำเอางานวิจัยมาแก้ไขปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นในชาติ ซึ่งจะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีการนำเอาผลจากงานวิจัยของ สกว.ไปดำเนินการแล้วถึง 2 เรื่อง คือ เรื่องแก้ไขปัญหาที่ดินที่ทำกินด้วยการออกโฉนดชุมชน ซึ่งกำลังดำเนินงานอยู่  โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 1 ล้านครัวเรือน และ อีกเรื่องคือ เรื่องของการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชน เพราะมองว่า กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักทำให้คนที่ต้องคดีต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 400,000 ต่อคน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก  ซึ่งรัฐบาลก็ก็รับนโยบายเรื่องการจัดตั้งศูนย์ยุติธรรมระดับตำบลไปดำเนินการอยู่”

นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของการจัดทำแผนที่ทำมือ การจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วย “ปัญหาความยากจน” พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เอางานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา ในทุก ๆ ปัญหา ขณะที่เรื่องงบประมาณ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มองว่า งบฯวิจัยที่ทางรัฐบาลจัดสรรลงมานั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่ที่มองว่าน้อย  เพราะงบประมาณกระจายตัวไปยังหน่วยวิจัยต่าง ๆ ของประเทศที่มีอยู่หลายหน่วยงาน

ขณะที่ทัศนะของ นายสัตวแพทย์ รุจเวท ทหารแกล้ว ผู้จัดการทั่วไป บ.เบทาโกร จำกัด หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาจากหน่วยงานเอกชนเห็นว่า สังคมไทยยังย่ำเดินอยู่กับวิกฤติทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น หรือ “วิกฤติศรัทธา”

“วิกฤติทางการเมือง นำไปสู่วิกฤติทางสังคมที่เป็นสิ่งรบกวนการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการแบ่งออกเป็นสีนั้น สีนี้  ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และในท้ายที่สุด ก็นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่น หรือ วิกฤติศรัทธา ซึ่งจะส่งผลต่อการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในท้ายที่สุด”

การแก้ไขปัญหาที่ นายสัตวแพทย์รุจเวท เสนอคือ การสร้างกลไกเพื่อรื้อฟื้นความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งการทุ่มงบประมาณเพื่อ “ทำวิจัย”  (Research and Development)   เพื่อที่จะนำเอาผลจากการทำวิจัย ไปช่วยสร้าง “ความสามารถทางการแข่งขัน” ให้แก่ประเทศ

“ประเทศที่ลงทุนด้าน Research and Development  ในเรื่อง IT อย่างอเมริกา ก็ประความสำเร็จในการแข่งขันทางด้านไอที.ในสังคมโลก เพราะอเมริกาทุ่มเทงบประมาณสำหรับการทำวิจัยค่อนข้างสูง และเท่าที่ดูตัวเลข สัดส่วนงบฯวิจัยต่อรายได้ประชาชาติในประเทศไทย ตอนนี้อยู่ที่ 0.23 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียทุ่มงบประมานด้านการวิจัยที่ 0.64 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP.

ถัดจากเรื่องงบประมาณ นายสัตวแพทย์รุจเวท ยังเสนออีกว่า เมื่อสร้าง “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ประเด็นต่อมาที่ควรคำนึงคือ “เราจะแข่งกับใคร”

“การแข่งขันเราต้องดูว่าเราจะไปแข่งกับใคร เมื่อรู้คู่แข่ง เราก็จะรู้ทิศทางการลงทุนด้าน Research and Development

“ที่ผ่านมาเราพยายามผลักดันให้ประเทศเป็น Medical Hub ต่อมาก็พยายามทำให้ประเทศเป็น “ครัวของโลก”  แต่ผมมองว่า “ต้นทาง” คือหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักนั้นทำมาดีอยู่แล้ว แต่ตรงกลางคือองค์กรของรัฐไม่เอาไปขยายต่อ สุดท้ายมันจึงไม่ประสบความสำเร็จ

และสุดท้าย นายสัตวแพทย์รุจเวท สรุปว่า ต้องใช้ Research and Development  เป็นเครื่องมือทางการแข่งขันในภาคธุรกิจ  และต้องใช้ Research and Development   เป็นเครื่องมือ ในการสร้างความเชื่อมั่น  และแชร์ความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและเอกชน

สำหรับ ดร.วิไลพร เจตนจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยี บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด หนึ่งในผู้ร่วมให้ทัศนะในการใช้ “งานวิจัยฝ่าวิกฤติ” มองว่าทุกวันนี้เรายังขาด “Vision” ในการมองปัญหา และการตั้งโจทย์วิจัย

“เราต้องมี Vision ว่าเราจะเดินไปทางไหน งานวิจัยต้องบอกได้ว่าประเทศนี้ควรเดินไปทางไหน ด้วยเรื่องอะไร และงานวิจัยก็ต้องตอบโจทย์ความต้องการทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง”

ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยี บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ยังบอกอีกว่า วิจัยแล้วต้้องขายของได้ เมื่อขายของได้ก็็เอาเงินจากการขายของไปทำวิจัยต่อ

“งานวิจัยต้องตอบโจทย์อุตสาหกรรม พาณิชย์ หรือแม้แต่การเกษตร อาจต้องทำวิจัยเพื่อหาโจทย์วิจัย (หาความต้องการ) ก่อนที่จะลงมือทำวิจัยจริง ๆ”

ดร.วิไลพร ยกตัวอย่าง รถยนต์โตโยต้าไฮบริด ซึ่งผลิตโดย โตโยต้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อนที่จะมีการผลิตรถยนต์รุ่นนี้ นักวิจัยจาก บ.โตโยต้า ต้องทำวิจัยเก็บข้อมูลหาความต้องการของผู้บริโภคเป็นระยะเวลาปีกว่า

“เขาต้องทำวิจัยเพื่อดูความต้องการของผู้บริโภค หาปัญหา จากนั้นจึงไปลงทุนทำในสิ่งที่ต้องขายได้ในตลาดโลก เมื่อได้กำไร ก็กลับมาทำวิจัยต่อ” ดร.วิไลพร สรุป

และในฝั่งนักการเมืองอย่าง วรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล ประธานคณะอนุกรรมการการศึกษาการจัดหารายได้เข้าประเทศในคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้มองต่างมุม โดยชี้ว่า “ปัญหา” อยู่ที่ “การจัดการ”

“สังคมไทยมีความรู้เยอะมาก คนรู้ก็เยอะ แต่สิ่งที่ขาดคือ การบูรณาการความรู้เหล่านั้น ขาดการบูรณาการคนรู้ ซึ่งก็คือนักวิจัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเองก็ไม่เคยมานั่งปรึกษาหารือถึงทิศทางและแนวทางการทำงานร่วมกัน”

นอกจากปัญหาเรื่องการจัดการ ประธานคณะอนุกรรมการการศึกษาการจัดหารายได้เข้าประเทศฯ ยังมองว่า นักวิจัยยังขาดในเรื่องของการถ่ายทอดความรู้ นั่นจึงทำให้งานวิจัยหลายเรื่อง “ขึ้นหิ้ง”

“ประเด็นคือ อาจไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าทำวิจัยให้ใคร ใครได้ประโยชน์ พอขาดในเรื่องการสื่อสาร หรือ การนำเสนอผลวิจัยเลยไม่มีการนำเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ผมเชื่อว่า งานวิจัยทีมีอยู่ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศ เป็นงานวิจัยที่อยู่บนหิ้ง ใช้ประโยชน์ หรือนำไปแก้ไขวิกฤติให้สังคมไทยไม่ได้”

ประธานคณะอนุกรรมการการศึกษาการจัดหารายได้เข้าประเทศฯ ยังมองต่ออีกว่าปัจจุบันงานวิจัยหลายเรื่องเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนใหญ่ที่ผูกขาดระบบเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่หลายเรื่องทำแบบไม่มีเป้าหมาย

ด้านวรวัจน์ เสนอให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการพลังงาน พัฒนาระบบ Logistic ควรส่งเสริมงานวิจัยที่เน้นเรื่องปฏิรูปการศึกษา งานวิจัยที่เอื้อต่อกลุ่มเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืช การพัฒนาดิน ปุ๋ย การจัดการน้ำ นอกจากนั้นยังเสนอให้ “องค์กรวิจัย” ที่มีอยู่มาวาง “ยุทธศาสตร์วิจัย” ร่วมกัน โดยให้ Funding Agency  ทำวิจัยเพื่อกำหนดโจทย์วิจัย  รวมไปถึงต้องปรับกระบวนการและวิธีการจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศ

-------------------------

สรุปสาระสำคัญของประเด็นพูดคุย

-       องค์กรวิจัยมีหลายองค์กร ทำงานซ้ำซ้อน งบกระจายเป็นเบี้ยหัวแตก จึงทำให้ได้งานที่ไม่มีคุณภาพ นำพาประเทศออกจากวิกฤติไม่ได้

-       องค์กรวิจัยขาดการนำเสนอ หรือ เผยแพร่ผลงานวิจัยที่ “เข้าใจง่าย”

-       ประเทศมีความรู้ และ คนรู้เยอะ แต่ ขาดการบูรณาการความรู้ คนรู้ รวมถึงบูรณาการหน่วยงาน และองค์กรที่ทำงานคล้ายกันมาทำงานเพื่อนำประเทศออกจากวิกฤติร่วมกัน

-       ในแง่ของงานวิจัย ยังขาดการมอง “ให้สุด” กล่าวคือ ไม่ชัดเจนในเรื่องของโจทย์วิจัยว่าทำไปเพื่ออะไร (งานวิจัยต้องทำแล้วขายได้ เพื่อนำงบประมาณหรือผลกำไรมาทำวิจัยต่อ)

-       การจัดสรรงบประมาณ (การลงทุน) ด้านการวิจัยยังอยู่ในสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับนานาประเทศ

 

*****************************************

 

วงเสวนาเปิดให้มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนจากผู้เข้ารวม  โดย ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รองผู้อำนวยการด้านงานวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นงบประมาณ โดยอธิบายว่า ประเทศไทยตายตรงระบบจัดการ ประเทศต้องมีวิธีคิดในเรื่องการจัดสรรงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณทั้งหมดจะถูกใช้ไปในเรื่องของค่าตอบแทน หรือเงินเดือน และสวัสดิการต่างๆ เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น งบประมาณที่ต้องใช้สำหรับงานวิจัยจริง ๆ จึงเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด

“ขณะที่ สกว.มีเป้าหมายยกระดับงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ระดับจังหวัดภายใน 5 ปี โดยจะหนุนให้เกิดผลิตภัณฑ์เด่นในแต่ละจังหวัด ที่เกษตรกรมีศักยภาพที่จะแข่งขันและขายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องอยู่ใต้การบริหารจัดการที่ชัดเจน”

ด้าน ศาสตราจารย์ นพ.ไกรสิทธิ์  ตันติศิรินทร์ ประธานคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ให้ทัศนะเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติค่อนข้างมาก ทั้งวิกฤติอาหาร พลังงาน และที่ดิน

“อาหารนับเป็นวิกฤติที่สำคัญที่สุด เพราะเราไม่มีระบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการเกษตรที่ดีพอ จึงเกิดการแย่งชิงที่ดินระหว่างกลุ่มทุนกับกลุ่มเกษตรกร”

ศาสตราจารย์ นพ.ไกรสิทธิ์ เสนอว่า ต้องสร้างระบบการจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะการจัดสรรที่ดิน “เพื่อ” ผลิตอาหาร ผลิตพืชพลังงาน อาจต้องมีการจัดโซนนิ่งพื้นที่ให้ชัดเจน

ผู้ใหญ่วิโรจน์ เสียมไหม ทีมวิจัยครือข่ายยุติธรรมชุมชน จังหวัดตรัง กล่าวในนามนักวิจัยเพื่อท้องถิ่น ว่า งานวิจัยมีประโยชน์ต่อชุมชนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ตัวเองดำเนินงานอยู่ คือ งานยุติธรรมชุมชน

“ความยุติธรรมก็เป็นเรื่องวิกฤติ แต่ไม่มีการพูดถึง ที่แตกแยกอยู่ทุกวันนี้เพราะความยุติธรรมกำลังสั่นคลอน ที่มีการพูดกันว่า คุกมีไว้ขับคนโง่กับคนจนนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องจริง การดูแลเรื่องความยุติธรรมนั้น องค์กรรัฐต้องส่งคนลงไปทำงานกับช้าบ้านอย่างจริงจัง ไม่ใช่มอบนโยบายมาเป็นกระดาษแล้วให้ชาวบ้านนำไปปฏิบัติ

“ผมเชื่อว่า ถ้าเราจัดการเรื่องความยุติธรรมได้ กีฬาสีที่เล่นกันอยู่ทุกวันนี้น่าจะหมดไป” ผู้ใหญ่สรุป

   

สมัชชาการอ่านเพื่อรณรงค์ให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งการอ่าน

(1 ก.พ. 54) นางทยา ทีปสุวรรณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานปิดงานสมัชชาการอ่านเพื่อรณรงค์ให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งการอ่าน และรับข้อเสนอแนะจากกลุ่มสมัชชาการอ่าน โดยมีนายสมศักดิ์ จันทวัฒนา ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กลุ่มสมัชชาการอ่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมงาน ณ ห้องเพลนนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กรุงเทพมหานครได้จัดกิจกรรมและพัฒนาพื้นที่ในการรณรงค์ส่งเสริมการอ่าน ภายใต้แนวความคิด “Read for Life” เพื่อให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเป็นมหานครแห่งการอ่าน ในปี พ.ศ. 2556 หรือ World Book Capital 2013 ตามหลักเกณฑ์ของ Unesco โดยเปิดเวทีสาธารณะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่สนใจเรื่องการส่งเสริมการอ่าน ได้ร่วมกันเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเรียนรู้จากบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการอ่านทุกภาคส่วน เพื่อสะท้อนประสบการณ์ ปัญหา อุปสรรค ในการอ่านของผู้เข้าร่วมงานสมัชชาการอ่าน และร่วมกันเสนอทางออก เพื่อนำไปสู่การผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งการอ่าน และปูพื้นฐานสร้างนิสัยรักการอ่านของคนกรุงเทพมหานคร

สำหรับข้อเสนอแนะจากกลุ่มสมัชชาผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ในการเสวนาประกอบด้วย

1. การทำให้หนังสือที่คนอยากอ่านและควรอ่าน หนังสือดีมีคุณภาพ มีเนื้อหาสาระน่าสนใจ เผยแพร่กระจายหนังสือสู่กลุ่มเป้าหมายโดยตรง และหน่วยงานที่เป็นสมาชิกภาคีช่วยกันแนะนำบอกต่อถึงหนังสือที่ดี

2. การสร้างวัฒนธรรมการอ่าน ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านในเด็กเล็กอายุ 0 – 12 ปี โดยบ้านควรเป็นต้นแบบในการสร้างวัฒนธรรมปลูกฝังการอ่านในเด็ก และโรงเรียนควรจัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ เช่น สัปดาห์รักการอ่าน สัปดาห์ห้องสมุด งานวิชาการ เป็นต้น ตลอดจนหน่วยงานในพื้นที่ ชุมชน วัด ร่วมมือกัน ส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน

3. การสร้างวัฒนธรรมการอ่านในวัยรุ่นอายุ 13– 15 ปี ควรเริ่มที่ตัววัยรุ่นก่อน ครอบครัวมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของวัยรุ่น การสร้างสภาวะแวดล้อมรักการอ่านในกลุ่มเพื่อน ร่วมกันจุดประกายให้ผู้อื่นเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน

4. การสร้างวัฒนธรรมการอ่านวัยทำงาน และผู้สูงอายุ ควรกำหนดเวลาเปิดและปิดบริการของ ห้องสมุด เช่น การบริการนอกเวลาราชการและวันหยุดราชการ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปใช้บริการได้สะดวกยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดสังคมการอ่านร่วมกัน อีกทั้งการให้เด็กอ่านหนังสือให้ผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางด้านสายตาฟัง สนับสนุนการหาหนังสือใหม่ๆ ที่อยู่ในความสนใจ ของประชาชน

และ 5. การเข้าถึงพื้นที่การอ่านได้ง่ายและสะดวก การเพิ่มพื้นที่ในการอ่านตามห้างสรรพสินค้า การจัดกิจกรรมการอ่านให้เหมาะสมกับความสนใจของประชาชน การประสานห้องสมุดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ในการเปิดบริการให้ทุกคนเข้าถึงการอ่าน โดยเท่าเทียมกัน การจัดหาสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าไปใช้บริการ ตลอดจนบรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การอ่านหนังสือ นอกจากนี้กลุ่มสมัชชาตัวแทนนักเขียน สำนักพิมพ์ ร้านค้า ควรร่วมมือร่วมใจกันสร้างกลไกขับเคลื่อนองค์กร กำหนดหน้าที่และ บทบาทอย่างชัดเจน ส่งเสริมให้เกิดการสร้างบรรยากาศของเมืองแห่งการอ่าน แลกเปลี่ยนความคิดประสบการณ์ วางเป้าหมายวิสัยทัศน์ ประกาศความร่วมมือของกลุ่มภาคีเครือข่าย MOU ในการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจนเต็มรูปแบบ

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครจะรวบรวม ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะไปกำหนดเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนให้ประชาชนรักการอ่านหนังสือ อีกทั้งการรณรงค์ส่งเสริมและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้น่าสนใจ ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปรักการอ่านหนังสือมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเปิดพื้นที่การเข้าถึงการอ่าน การจัดหาพื้นที่รองรับการอ่านหนังสือ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการอ่านหนังสือนับว่าสิ่งสำคัญกว่าการได้รับรางวัล อยากให้ประชาชนคนไทยอ่านหนังสือกันมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่น่าอยู่ เป็นมหานครแห่งการอ่านอย่างยั่งยืน ตลอดจนผลักดันให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเป็นมหานครแห่งการอ่าน ในปีพ.ศ.2556 หรือ World Book Capital 2013 ต่อไป

   

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีการพิจารณาคดีนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนไพบูลย์

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กรณีการพิจารณาคดีนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนไพบูลย์

ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔ กรณีคนไทย ๗ คน ถูกทหารกัมพูชาจับกุมบริเวณชายแดน ไทย กัมพูชา โดยได้ขอให้รัฐบาลประกันสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทั้ง ๗ คนตามหลักสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดี ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมือง นั้น

กสม. ได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมา โดยตลอด และเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ นาย ปริญญา ศิริสารการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะผู้แทนกสม. ได้เดินทางไปยังกัมพูชาเพื่อร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนไพบูลย์ ที่ศาลกรุงพนมเปญ และมีข้อสังเกตว่า นายวีระฯ และนางสาวราตรีฯ ไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานใน กระบวนการยุติธรรม เช่น การไม่ได้รับการสนับสนุนด้านเอกสารและพยานจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ในการต่อสู้คดี นอกจากนี้ ทนายความและล่ามไม่สามารถสื่อสารเข้าใจได้ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อการที่บุคคลทั้งสองจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

ในการนี้ กสม. มีข้อห่วงกังวลและความเห็นกรณีดังกล่าว ดังนี้

๑. กสม. เห็นว่า ความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามีผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน ของทั้งสองประเทศ หากมีการกระทบกระทั่งในพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิเหนือดินแดนที่ เป็นเขตโต้แย้ง การแก้ไขปัญหาควรดำเนินไปตามหลักสันติวิธีและอย่างเป็นมิตรในเจตนารมณ์ของ การเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และไม่ควรใช้กระบวนการทางศาลของประเทศใดประเทศหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิด ขึ้นในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าว เขตอำนาจของศาลยังไม่มีความชัดเจน

๒. ใน ขณะที่กระบวนการทางศาลยังดำเนินต่อไป กสม. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาดูแลคนไทยที่ยังอยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดี ให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมตามพันธกรณีในกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และได้รับสิทธิในการเตรียมเอกสารข้อมูลที่จำเป็นในการต่อสู้คดีตามที่ร้องขอ สิทธิที่จะสามารถเลือกทนายความในการต่อสู้คดีตามความประสงค์ และการจัดหาล่ามที่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ประชาคมโลกกำลังติดตามกระบวนการพิจารณาคดีทางศาลดังกล่าวว่าเป็นไปตาม มาตรฐานระหว่างประเทศ หรือไม่

๓. ใน ระหว่างที่การเจรจาเขตแดนยังไม่บรรลุผล ขอให้รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาหารือเพื่อกำหนดมาตรการในการดูแลพื้นที่ที่ ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิเหนือดินแดน และเคารพข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ใน ทำนองนี้และเพื่อให้ประชาชนไทยและกัมพูชาดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

   

หน้า 1 จาก 19

ข้อมูลสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย

สัมภาษณ์ - ปาฐกถา

ปฏิรูปประเทศไทย ในสื่อต่างๆ

ผู้เข้าชม เว็บไซต์

เรามี 3292 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Security Office)

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยสถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ยืมเงิน