พฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 10, 2011
   
Text Size

สื่อสารมวลชน

“ทุน ปัญญา บารมี” เครื่องมือขับเคลื่อนรู้เท่าทันสื่อ

เครือข่ายเท่าทันสื่อฯ แนะ เชื่อมโยงทุกภาคส่วนสร้างกลไกแก้ปัญหาสื่อระยะยาว เน้นปรับแบบเรียน “นาย ฉัน กระผม” แก้ทัศนคติเรื่องเพศ ด้าน ‘เข็มพร วิรุณราพันธ์’ ชี้ความคิดคนสร้างสื่อมีผลต่อเนื้อหา

อ่านข้อมูลเพิ่ม: “ทุน ปัญญา บารมี” เครื่องมือขับเคลื่อนรู้เท่าทันสื่อ

   

‘นพ.ประเวศ’ แนะมหาวิทยาลัย ผนึกกำลังตั้งสถาบันแห่งชาติเฝ้าระวังสื่อ

ให้นิสิต-นศ.ร่วมประเมิน เชื่อจะก่อให้เกิดเจตคติ ความรู้และทักษะผู้สื่อสารที่ดี  หมอประเวศ ชี้วันนี้สื่อต้องเป็นกัลยาณมิตรสังคมไม่ใช่ ‘บาปนิมิต’ พร้อมหนุนผุดสถาบันที่ส่งเสริม และสนับสนุนนักข่าวอย่างครบวงจร

วันที่ 27 มกราคม เครือข่ายเท่าทันสื่อประเทศไทย จัดสัมมนาเท่าทันสื่อ ครั้งที่ 1 “ไทย-ทัน-สื่อ” ณ ห้องประชุมเจเจ ฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าเจเจมอลล์ จตุจักร กรุงเทพ โดยมี รศ.ดร.โคทม อารียา ประธานคณะกรรมการบริหารแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.)  และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเปิดงาน

รศ.ดร.โคทม กล่าวว่า ปัจจุบันแวดวงสื่อ มีเม็ดเงินไหลเข้ามาจำนวนมาก จะเห็นได้ว่า มหาเศรษฐีต่างชาติส่วนใหญ่หันมายึดครองสื่อ อีกทั้งสื่อยังมีอิทธิพลทางการเมือง กระทั่งเกิดสงครามสื่อ ทั้งในแง่การโฆษณาและให้ข้อมูล ไม่ว่าจะสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ หรือที่ร้ายแรงอย่าง 'สื่อโทรทัศน์' ก็กำลังรุกรานชีวิตประจำวันและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น จึงอยู่ที่ผู้บริโภคสื่อว่าจะมีสติ มีการไตร่ตรอง โดยใช้หลัก ‘กาลามสูตร’ มากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.โคทม กล่าวว่า สถาบันการศึกษา ภาคประชาชน ผู้บริโภคสื่อ ซึ่งตกอยู่ในฐานะผู้ถูกกระทำ รวมทั้งเครือข่ายเท่าทันสื่อ อยากให้สังคมตระหนักรู้ว่า สื่อมีอิทธิพล ทั้งในระดับประเทศ สังคม ครอบครัว บุคคล และจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมต้องเท่าทันสื่อ เพราะหากไม่สามารถแยกสาร ข้อเท็จจริง ความเชื่อได้ ก็จะเกิดคล้อยตามไปโดยไม่รู้ตัว โดนสื่อขนาดใหญ่จู่โจม ฉะนั้น จะต้องใช้สื่อขนาดเล็กๆ เช่น สื่อมวลชนศึกษา หรือการรู้เท่าทันสื่อ (Media literacy) เพื่อให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง รวมทั้ง การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์กับต่างประเทศ ก็อาจจะได้รับข้อเสนอที่มีผลต่อไปในสังคมไทย เพื่อรวมพลังทางด้านสติปัญญา ทรัพยากรต่างๆ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในกระบวนการสื่ออย่างเป็นระบบ รู้เท่าทันสื่อ

จากนั้น ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส และประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ปาฐกถา หัวข้อ “เท่าทันสื่อสู่การปฏิรูปประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า สื่อต้องเป็นกัลยาณมิตรของสังคมไม่ใช่บาปนิมิต เพราะคำว่ากัลยาณมิตรนั้นหมายถึงผู้ชักนำไปสู่ความดีงาม ความเจริญหรือกุศล ทำให้ได้รับรู้ความจริงและทำให้มีปัญญา ตรงกันข้ามก็เป็นมิตรผู้นำบาปมาให้ ชักนำไปในทางเสื่อม ทำให้คลาดเคลื่อนไปจากปัญญา ดังนั้นสื่อที่ไม่เป็นกัลยาณมิตรของสังคมจะทำให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นอกุศลมูล ทำให้สังคมเกิดความเสื่อม ขาดความพอดี ไม่สมดุล ขัดแย้ง รุนแรง วิกฤติ ตลอดจนเกิดมิคสัญญีกลียุคได้

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวถึงสื่อสร้างสรรค์ หรือสื่อที่เป็นกัลยาณมิตรต่อสังคม แม้จะมีความเป็นไปได้น้อยมาก แต่ก็มีความสำคัญอย่างอย่างยิ่งต่อการพัฒนา เพราะสื่อสร้างสรรค์ทำให้วิวัฒน์ สื่อไม่สร้างสรรค์ทำให้วิบัติ  ซึ่งขณะนี้สื่อไม่ได้อยู่เป็นเอกเทศ แต่อยู่ในบริบทของสังคม ในสังคมระบบเศรษฐกิจบริโภคนิยมที่มุ่งกำไรสูงสุดและสังคมอำนาจนิยม

ศ.นพ.ประเวศ กล่าวถึงข้อเสนอต่อการพัฒนาบุคลากรด้านข่าวว่า คุณภาพ ความรับผิดชอบ และสวัสดิการของบุคลากรมีความสำคัญต่อสื่อสารสร้างสรรค์อย่างยิ่ง แต่กลับได้รับความเอาใจใส่น้อยมาก นักข่าวจึงเป็นผู้มีรายได้น้อย มีความรู้และประสบการณ์น้อย ทำให้ข่าวขาดคุณภาพ ดังนั้น จึงควรมีสถาบันที่ส่งเสริม และสนับสนุนนักข่าวอย่างครบวงจร

“เคยมีผู้กล่าวว่า ถ้ามีนักข่าวเก่งๆ สัก 1,000 คน ประเทศไทยจะเปลี่ยนได้ ซึ่งควรมีการพัฒนานักข่าวอย่างจริงจัง โดยการนำทุนจากมหาวิทยาลัยมาสร้างระบบพัฒนานักข่าวที่เก่งๆ ให้มีสวัสดิการที่ดี มีความก้าวหน้าในอาชีพ อย่างเข้าใจสภาพที่แท้จริงของนักข่าว เพื่อสร้างวุฒิสภาวะและประสบการณ์ เพราะระบบการสื่อสารมีองค์ประกอบและความซับซ้อนสูง ต้องการความเข้าใจทุกซอกทุกมุมจึงจะสามารถพัฒนาระบบสื่อสารสร้างสรรค์ได้"  ประธาน คสป.  กล่าว และว่า ควรมี สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสื่อสาร เป็นเครื่องมือทำนองเดียวกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) รวมทั้ง สถาบันการศึกษา ก็มีความจำเป็นและรีบด่วน ที่จะต้องมีชั่วโมงวิเคราะห์ข่าวเป็นวิชาบังคับในการศึกษาทุกชั้น และทุกวัน เพื่อฝึกการวิเคราะห์ข่าวสารที่ได้รับในแต่ละวันอย่างมีวิจารณญาณ รวมทั้งมีการเชื่อมโยงการวิเคราะห์ข่าวที่โรงเรียนกับที่บ้าน ด้วยการให้ผู้เรียนกลับไปแลกเปลี่ยนกับคนในครอบครัว

ส่วนการจัดระบบติดตามเฝ้าระวังสื่อ (Media monitor) ในกลุ่มนักศึกษา นักวิชาการและนักพัฒนาเอกชน ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า เป็นอีกข้อเสนอเพื่อสร้างและพัฒนาระบบติดตามเฝ้าระวังสื่อให้มีพลังมากขึ้น และปรับตัวไปเป็นสื่อสารสร้างสรรค์มากที่สุด รวมทั้งเสนอให้คณะวารสารศาสตร์และนิเทศศาสตร์ในทุกมหาวิทยาลัย รวมตัวกันตั้งสถาบันแห่งชาติ เพื่อติดตามเฝ้าระวังสื่อ หรือสถาบันประเมินการพัฒนาการสื่อสาร โดยมีนิสิต นักศึกษาเป็นผู้ร่วมประเมิน ซึ่งจะก่อให้เกิดเจตคติ ความรู้และทักษะผู้สื่อสารที่ดี เกิดจิตสำนึกที่ดีทางศีลธรรมของการสื่อสาร

"สังคมต้องปรับเปลี่ยนจากสังคมอำนาจไปสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยประชาชนสามารถกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารด้วยตนเอง เพราะสังคมแห่งการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการพัฒนาชีวิต สังคม เศรษฐกิจ การเมืองและสิ่งแวดล้อม”




   

'มานิจ’ เผยคนวิชาชีพกังวล ‘เงินอุดหนุน-ความเป็นอิสระ’ ในร่างกม.คุมสื่อ

นายกฯ ระบุ ข้อความห่วงใย การตั้งองค์กรขึ้นมา รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ในร่าง พรบ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ อาจมีผลต่อความเป็นอิสระ ย้ำชัดให้กฤษฎีกาพิจารณากม.องค์กรอิสระอื่นๆ ประกอบ ส่วนกองทุนสื่อสร้างสรรค์ ก็ไม่ต้องการให้กม. "ส่งเสริม"ปนกับกม."กำกับควบคุม"

วันที่ 14 มกราคม สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดงานนายกรัฐมนตรีพบปะผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน โดยมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายมานิจ สุขสมจิตร ประธานกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน (คพส.) และกรรมการสมัชชาปฏิรูป ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายหลังที่มีการประกาศแผนปรองดอง และแผนปฏิรูปเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ขณะนี้ก็มีความคืบหน้า และความก้าวหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิรูปสื่อ ขณะที่พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ก็มีบทบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคมแล้ว จากนี้ไปก็จะมีหน่วยงานไปดำเนินการที่จะให้มี กสทช. ขึ้นมาทำการจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลต่อไป

ส่วนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มาจากคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ และการรับฟังความคิดเห็น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผ่านคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีปมปัญหาที่อาจจะต้องช่วยกันปรึกษาหารือ ช่วยกันคิด แล้วจึงจะสะท้อนผ่านไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

“ด้วยเจตนารมณ์ที่จะให้มีองค์กรและสำนักงานที่เข็มแข็งขึ้น ทำให้ในกฎหมายที่ร่างขึ้นมามีข้อกำหนดไว้ว่า ตัวสำนักงานเป็นนิติบุคคลและมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช้ส่วนราชการ และไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ในส่วนนี้ทางคณะรัฐมนตรีเห็นตรงกันว่า ไม่น่าจะเหมาะสม เพราะหน่วยงานนี้ควรจะเป็นองค์กรอิสระ ดังนั้นก็จะตัดออกไป โดยจะเป็นเรื่องขององค์กรอิสระคล้ายๆ กับบรรดาองค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ ที่ทางสำนักงานกฤษฎีกาจะเป็นฝ่ายไปปรับหลักส่วนนี้ต่อไป”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างข้อกำหนดในตอนแรกเข้าใจว่า ต้องการให้เป็นหน่วยรับงบประมาณ ที่จะมีทั้งในส่วนทุนประเดิม และทุนอุดหนุน ซึ่งในทางหลักการรัฐบาลไม่ขัดข้อง แต่ก็ขอให้ทางกฤษฎีกาพิจารณาประเด็นดังกล่าวนี้ และปรับกฎหมายในรูปแบบที่จะไม่เป็นปัญหาในการถูกตีความว่าไปขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง เพื่อส่งเสริมมาตรฐานคุ้มครองคนที่ประกอบวิชาชีพ หรือคนที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานของสื่อ รวมทั้งมีสำนักงานเป็นองค์กรอิสระ และรัฐสามารถที่จะให้อุดหนุนส่งเสริมตรงนี้ได้

สำหรับกองทุนสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัยฯ ที่มีประเด็นว่าในช่วงที่กฤษฎีการไปดูแลกฎหมายนี้ ได้ไปเพิ่มลักษณะของการกำกับควบคุมสื่อที่ไม่ปลอดภัย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะตัดในส่วนนี้ออก เพราะไม่ต้องการให้กฎหมาย "ส่งเสริม" มาปนอยู่กับกฎหมาย "กำกับควบคุม" ซึ่งจะประสานกับกระทรวงวัฒนธรรมต่อไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในเรื่องการปรับปรุง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ที่นับว่าเป็นเรื่องติดค้างมานาน เป็นประเด็นที่จะต้องพูดคุยกัน  รวมทั้งประเด็นอื่นๆ ที่จะช่วยกันทำงานเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ให้สื่อทำหน้าที่ตามหลักวิชาชีพ เพราะเมื่อได้กฎหมายเกี่ยวกับสื่อมาแล้วก็จะได้มาช่วยกันดูแล

จากนั้น นายมานิจ กล่าวกับศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย ภายหลังการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและผู้แทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนว่า ในเรื่องกฎหมายคุ้มครองสื่อนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพได้แสดงความวิตกกังวล เรื่องความเป็นอิสระของหน่วยงาน และงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่าย ซึ่งตามร่างฯ กำหนดให้รัฐเป็นผู้จัดสรรงบประมาณดังกล่าว

“ทางผู้ประกอบวิชาชีพ เห็นว่า ถ้าไปรับงบจากรัฐบาล ก็ต้องไปรายงานกับรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่ควบคุมการใช้เงิน ทั้งนี้ การที่กรรมการร่างฯ ข้อกำหนดดังกล่าว เพราะคิดว่า การเอาเงินจากที่อื่นไม่น่าจะเป็นไปได้และเหมาะสม อาทิ บางคนเสนอให้เอาเงินจากต่างประเทศ เรียกเก็บจากสมาชิก หรือแบ่งรายได้จากภาษีที่รัฐบาลเก็บจากบริษัทธุรกิจที่ทำสื่อ ไม่ว่าจะสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเลคทรอนิกส์ ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ได้ความร่วมมือเท่าที่ควร ดังนั้น ทางกฤษฎีกา จึงแนะนำให้ดึงงบประมาณจากรัฐ”

กรรมการปฏิรูป กล่าวต่อว่า สำหรับความเห็นส่วนตัว อยากให้งบประมาณมาจากผู้ประกอบวิชาชีพมากกว่า โดยหน่วยงานใดที่ต้องการขอรับความคุ้มครอง จะต้องให้เจ้าของหน่วยงานจ่ายเงินสมทบทุน โดยคิดเฉลี่ยเป็นรายหัวต่อปี เช่น บริษัทมีพนักงาน 2,000 คน ก็คิดรายละ 50 บาท ซึ่งแนวคิดเช่นนี้จะทำให้การใช้งบประมาณ ไม่ต้องรายงานต่อสภาฯหรือหน่วยงานภาครัฐ

ส่วนเรื่องความเป็นอิสระของหน่วยงาน นายมานิจ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเห็นว่าจะต้องมีการจัดตั้งสำนักงาน และองค์กรต้องเป็นอิสระ รวมทั้งรัฐต้องให้การสนับสนุน ซึ่งทางคณะกรรมการก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ แต่จะเขียนกฎหมายให้ออกมาอย่างไร โดยให้สามารถคงไว้ในเรื่องหลักการ การคุ้มครองการทำงานของสื่อจนกว่าจะออกเป็นกฎหมาย

“จะทำอย่างไรให้องค์ประกอบไม่ทำให้เราเสียความเป็นอิสระ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขณะเดียวกันต้องให้ความคุ้มครองแก่สื่อที่ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรรมการจากฝ่ายหนังสือพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์ อิเล็กทรอนิกส์มีเดีย และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งสิ้น 11 คน ” นายมานิจ กล่าวว่า และว่า นายกรัฐมนตรีได้รับปากแล้วว่าจะผลักดันกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาฯ ให้ทันอายุรัฐบาลนี้

   

ครม.เห็นชอบกม. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ สื่อ

'จักร์กฤษ เพิ่มพูล' เชื่อสามารถเป็นหลักประกันการใช้สิทธิอย่างเสรี โดยไม่ต้องพึ่งกม.คุ้มครองแรงงานเหมือนเก่า  'มานิจ สุขสมจิตร' เผยกฏหมายจะกำกับดูแลสื่อทุกแขนงที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่จะไม่ช่วยเหลือกรณีแสดงความเห็นส่วนตัวผ่านสื่อออนไลน์

วันที่ 4 มกราคม  นายวัชระ  กรรณิการ์  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี  ว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ  และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

นายวัชระ กล่าวว่า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รายงาน ครม. ว่า ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพฯ เกิดจากการยกร่างจากตัวแทนสื่อ ตัวแทนสมาคมวิชาชีพต่างๆ ซึ่งทำงานร่วมกันเป็นคณะกรรมการ อีกทั้งมีการรับฟังความคิดเห็นของสื่อทั้ง 4 ภาคแล้ว จากนั้นมีการนำกลับมารับฟังความคิดเห็นของสื่อในกรุงเทพมหานคร และนำร่างดังกล่าวสู่คณะกรรมการฯ ชุดนายสาทิตย์ ก่อนนำส่งครม.

สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว นายวัชระ กล่าวว่า มีการกำหนดนิยามของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน มีการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน มีการคุ้มครองประชาชนจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบและรับหลักการทางกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริม มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.... ในส่วนของสำนักงานและองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนมีการพิจารณาอย่างกว้างขวาง จะทำอย่างไรไม่ให้ขัดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อสรุปกันว่า สำนักงานหรือองค์กรของภาคสื่อ ครม.เห็นสมควรให้ไม่ให้สังกัดหน่วยงานของรัฐ  เป็นองค์กรวิชาชีพอิสระ เช่นเดียวกับสภาทนายความ โดยให้หาแนวทางให้รัฐมีงบประมาณจัดสรรอุดหนุนองค์กรภาควิชาชีพสื่อมวลชนดังกล่าว

ขณะที่นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล ตัวแทนคณะทำงานปรับปรุงกฎหมายด้านสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน กล่าวถึงร่างกฏหมายฉบับนี้ ว่า มีส่วนช่วยทำให้กฏหมายรัฐธรรมนูญตามมาตรา 46 ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเนื้อหาโดยรวมนั้นมีความครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากคณะกรรมการได้พิจารณาร่างกฏหมายอย่างถี่ถ้วน และเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าจะสามารถเป็นหลักประกันในการใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อได้อย่างถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กฏหมายคุ้มครองแรงงานเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ร่างกฏหมายฉบับนี้ยังเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานในการทำงานของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ เนื่องจากสื่อต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำเสนอประกอบกับต้องปฏิบัติตามกรอบของจริยธรรมอย่างเคร่งครัด

“หลายคนเป็นห่วงว่าจะเป็นการเปิดช่องว่างให้ผู้มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงสื่อ ถือเป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมห่วงใยกันได้ แต่ต่อไปนี้หากเกิดการแทรกแซงขึ้นจริง เราไม่ต้องต้องวิ่งไปหาศาลแรงงาน ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ใช้เวลาหลายปี บางทียาวนานถึงขั้นบริษัทต้นสังกัดปิดกิจการหรือลูกจ้างถอดใจถอนฟ้อง แต่ร่างกฏหมายฉบับนี้จะทำให้กระบวนการตรวสอบฉับไวมากขึ้น และมีแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาขั้นต้นชัดเจนขึ้น” นายจักร์กฤษ กล่าว

ด้านนายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะกรรมการพัฒนาส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบสื่อมวลชน และกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ของร่างกฏหมายฉบับดังกล่าว ว่า สามารถคุ้มครองเสรีภาพผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่นำเสนอข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น ส่วนในกรณีการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวบนสื่อออนไลน์นั้น จะไม่สามารถได้รับสิทธิคุ้มครองดังกล่าว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

ส่วนข้อสงสัยว่าจะเป็นการเปิดช่องว่างให้เกิดการแทรกแซงทางอำนาจหรือไม่นั้น  นายมานิจ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้กฏหมายของเจ้าหน้าที่  ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเห็นการแทรกแซงทางอำนาจ แต่เหมือนที่เรามีกฏหมายห้ามฆ่าคน แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีการฆ่าฟันกันอยู่ ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่การบังคับใช้กฏหมายขอเจ้าหน้าที่ ว่าจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ไม่เช่นนั้นแล้วกฏหมายจะกลายเป็นเพียงกระดาษอยู่เช่นนั้น

ทั้งนี้ หลักการสำคัญที่ให้มีการตรากฎหมายฉบับนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติให้ลูกจ้างของเอกชน ที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดของตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการ แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมของการประกอบอาชีพ และมีสิทธิ์จัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีอยู่ 7 หมวด ด้วยกันคือ

1.การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน 2.จริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน 3.คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน 4.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน 5.การวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน
6.มาตรการส่งเสริมมาตรฐาน ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน 7.โทษทางปกครอง

สำหรับในเรื่องจริยธรรม ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ได้บัญญัติให้มีรายละเอียดอย่างน้อย 5 ข้อคือ 1.การเสนอข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ 2.การเสนอความจริงด้วยความถูกต้องและครบถ้วนรอบด้าน 3.การให้ความเป็นธรรมต่อผู้ตกเป็นข่าว 4.การเคารพสิทธิมนุษยชน ของผู้ที่เกี่ยวข้องในข่าว 5.การซื่อสัตย์ สุจริตต่อวิชาชีพสื่อมวลชน และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

   

หน้า 1 จาก 21

ข้อมูลสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย

สัมภาษณ์ - ปาฐกถา

ปฏิรูปประเทศไทย ในสื่อต่างๆ

ผู้เข้าชม เว็บไซต์

เรามี 2287 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Security Office)

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยสถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ยืมเงิน