Font Size

Text Size

ไทยโพสต์ออนไลน์ :::: ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ นโยบายเพื่อประชา(นิยม)ชน อย่ามองข้ามชุมชนเข้มแข็ง

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2011 เวลา 13:28 น.
SHARE STORE:
Digg
 

18 สิงหาคม 2554

       ประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนขั้นตอนของการมีรัฐบาลใหม่ เราได้เห็นผ่านสายตากันแล้วจากสื่อต่างๆ  ก็คงเหลือแต่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่คาดว่าจะลงมือกันในสัปดาห์หน้า ต่อจากนั้น กลไกของการบริหารบ้านเมืองก็จะได้เริ่มต้นนับหนึ่งกันเสียที
       เท่าที่สดับรับฟังความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่มีผู้หญิงเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย อันเกี่ยวกับนโยบายที่จะแถลงต่อคนไทยทั้งประเทศ ให้รับรู้รับทราบ เสมือนหนึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่ลงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มีสักขีพยานเต็มสภานั้น เห็นว่านโยบายต่างๆพร้อมแล้วทั้งการแถลงและการเริ่มกดปุ่มทำงาน
       ผมก็คงต้องกล่าวคำว่า “อนุโมทนาสาธุ” ออกมาดังๆ หากรัฐบาลท่านทำได้อย่างที่กำลังจะแถลง
       เชื่อว่า มีคนมากมายที่ไม่ได้จับจ้องมองหรือคาดหวังว่า นโยบายที่รัฐบาลจะแถลงเหมือนหรือว่าแตกต่างจากนโยบายในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมามากน้อยเพียงใด เพราะเราต้องมองโลกตามความเป็นจริงว่า สินค้าที่โฆษณากับของจริงนั้นๆ ยังไงๆจะให้เหมือนกันเป๊ะ 100 % คงเป็นไปไม่ได้
       หลักใหญ่ๆทำได้ ผมก็คิดน่าจะยอมรับกันนะครับ อาทิ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปรองดองเอย เรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำ การช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่ชาวนา ถือเป็นหลักใหญ่ นโยบายสำคัญที่มองข้ามความจริงไม่ได้ว่า
       ทำได้เป็นสิ่งที่ดี แต่ทำให้ดีได้หรือเปล่านั้น ...น่าสงสัยอยู่ !
       วันนี้คำถามและการหาคำตอบในประเด็นเหล่านี้  จึงให้ได้ยินและให้ได้อ่านตลอดเวลา 
       สำหรับผมแล้วสนใจนโยบาย “บัตรเครดิตเกษตรกร” เป็นกรณีพิเศษครับ  ไม่ใช่เพียงเพราะกล่าวกันว่า นโยบายนี้เป็นทีเด็ดทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในวงการเมืองไทยเท่านั้น แต่ผมสนใจว่า...ใครสามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับประชาชนได้ คือทางออกในการปลดสลักของปัญหาอื่นๆที่พ่วงตามมาครับ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำ ซึ่งยุคนี้เราพูดถึงกันมากที่สุด และโทษว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาวิกฤตบ้านเมืองในระยะ 5-6 ปีนี้
       เพราะความยากจนเป็นปมใหญ่ ทำให้สังคมไทยรู้สึกว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นแตกต่าง ปราศจากความเท่าเทียม และขาดโอกาสไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษาตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
       เมื่อพรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จจากนโยบายบัตรเครดิตเกษตรกรผ่านการหาเสียงเลือกตั้ง จึงเชื่อว่า โครงการนี้ต้องบังเกิดขึ้นแน่นนอนไม่ช้าไม่เร็ว 
แต่ปัญหาที่จะต้องหาคำตอบต่อไปก็คือ ชาวนาชาวไร่ เกษตรกรมีบัตรเครดิตแล้ว คุณภาพชีวิตเขาจะดีขึ้นแน่หรือ ความยากจนจะถอยห่างจากความเป็นอยู่ของพวกเขาหรือเปล่า
       ข้อสังเกตอันเป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้  ผมไม่ได้กังวลเรื่องปัญหาหนี้เสีย  ที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนโยบายประชานิยมสุดโต่งหรอกครับ แต่ผมเป็นห่วงปัญหาวงจรชีวิตเกษตรกรที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่มีบัตรเครดิตทำให้เขาซื้อปุ๋ยซื้อพันธุ์พืชได้โดยแปะโป้งไว้ก่อนนะครับ เพราะชีวิตจริงของเกษตรกรยังมีเรื่องของการเก็บผลผลิตที่ได้มา และการนำผลผลิตออกไปจำหน่ายด้วย ซึ่งบัตรเครดิตชาวนาหรือบัตรเครดิตเกษตรกร ไม่ได้ครอบคลุมถึงประเด็นเหล่านี้ นอกจากเปิดสภาพคล่องให้เท่านั้น
       ผลผลิตของเกษตรกร คุ้มทุนกับการลงแรงลงทุน ซื้อปุ๋ยเงินเชื่อผ่านบัตรเครดิตไปมากน้อยเพียงใด นี่ต่างหากเป็นการคิดแบบบูรณาการ ซึ่งผมสงสัยเหลือเกินว่า มีการทำวิจัยเพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรหรือเปล่า
       ลองคิดดูว่า ซื้อง่ายไม่ต้องจ่ายก่อน  แล้วผลผลิตออกมาต่อไร่ต่อตารางวา คิดเบ็ดเสร็จเหลือแค่พอกินพอใช้  ไม่มีกำไร หรือมองให้ลึกก็คือขาดทุน เพราะเกษตรกรไม่เคยนำค่าแรงงานตนเองเข้าไปคำนวณต้นทุนการผลิต (ใช่ไหม) ...แล้วสิ้นเดือน บัตรเครดิตต้องจ่าย จะทำอย่างไร สุดท้ายก็ไม่พ้นวังวนเดิม นอกจากเปลี่ยนหน้าตาเจ้าหนี้ใช่หรือไม่
       ชีวิตเกษตรกรจึงไม่ใช่แค่มีบัตรเครดิต แต่มันเป็นวงจรที่เป็นไปตามข้อมูลของ  คณะกรรมการเครือข่ายปฏิรูปเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตร ในคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปนั่นเอง
       ล่าสุดมีการถอดบทเรียนจากเกษตรกรที่พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตนเองจนประสบความสำเร็จ จนสามารถสรุปเป็นปัจจัยที่จะทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้น 4 ประการ ครับ  นั่นคือ 1.เกษตรกรจะอยู่รอดได้ ต้องรู้จักเรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้านจำนวนมากก็พิสูจน์แล้วว่า สามารถสร้างรายได้ ลดหนี้สินได้จริง ทั้งนี้ เพื่อขยายความรู้ดังกล่าว ทางเครือข่ายฯ จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชนำระบบการเรียนรู้ทางไกลมาใช้เผยแพร่เนื้อหา ทั้งเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรกรยั่งยืน การแปรรูปผลผลิต ฯลฯ ไปสู่ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล
       2.การตลาด เกษตรกรมีปัญหากันมากเรื่องจะนำผลผลิตไปจำหน่าย เราจึงคิดสร้างระบบตลาดที่เอื้อต่อเกษตรกรมากขึ้น เช่น ส่งเสริมตลาดนัดสีเขียว เพื่อจำหน่ายสินค้าสุขภาพ อาหารปลอดภัย จัดเชื่อมโยงตลาดลูกค้าประจำในลักษณะสมาชิก เพื่อรักษาช่องทางซื้อขายสินค้าไม่ให้ขาดตอน หรือที่เรียกว่า 'ตลาดที่ชุมชนส่งเสริมภาคเกษตร' ประการสำคัญที่สุดคือ สร้างระบบตลาดกลางสินค้าขึ้นใหม่
       3. การประกันความเสี่ยงในการประกอบอาชีพและดำรงชีพของเกษตรกรนั้น  ปัจจุบันภัยพิบัติ ไม่ว่าจะอุทกภัย ภัยแล้ง พายุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การประกันภัยทางธรรมชาติจึงเป็นเรื่องจำเป็น และ 4.กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่สนับสนุนภาคเกษตร ทั้งเรื่องสิทธิในที่ดิน แหล่งน้ำ การผลิตปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ ควรเปิดช่องให้ชุมชนเกษตรดูแลตนเอง แทนที่จะวิ่งรอกซื้อจากบริษัทเอกชน หรือรอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเท่านั้น นอกจากนี้ ต้องปรับแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการรวมตัวของเกษตรกร ในลักษณะสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชนมากขึ้น
       รัฐบาลไม่เสียหน้าหรอกครับที่จะหยิบข้อมูลนำไปผสมผสานให้ลงตัวกับนโยบายประชานิยมทั้งหลาย เพราะจะไปโทษรัฐบาลได้อย่างไร หากประชาชนจะนิยมในนโยบายต่างๆ แต่สำคัญว่านโยบายนั้นต้องเพิ่มความเข้มแข็งครับ ไม่ใช่ทำให้เป็นเป็ดง่อย รอคอยเงินจากรัฐแต่อย่างเดียว...จริงไหม

 

นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป


สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
ยืมเงิน