Font Size

Text Size
ปฏิรูปฯในสื่อต่างๆ หนังสือพิมพ์กระแสหลัก

นสพ.ไทยรัฐ :::: ทวง!นักการเมือง สัญญาปรองดอง

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันพุธที่ 06 กรกฏาคม 2011 เวลา 15:43 น.
SHARE STORE:
Digg
 

Publication: ไทยรัฐ
Date: 5 กรกฎาคม 2554
Title: ทวง! นักการเมืองสัญญาปรองดอง

 

      พรรคร่วมรัฐบาลยุคนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก...

       เริ่มฟอร์มทีมชัดเจนมากขึ้น ข้อทวงถามสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ...แนวทางสร้างความปรองดอง ลดเหลื่อมล้ำ เพื่อแก้ปัญหาสังคมที่สะสมเรื้อรัง

       โดยเฉพาะระบบการศึกษาไทย...ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งทางปัญญาให้เกิดขึ้นได้ จนกลายเป็นวิกฤติทางปัญญา

       ดังที่ “ราษฎรอาวุโส” ศ.นพ.ประเวศ วะสี เรียกยุคนี้ว่าเป็น “ยุคมืดทางปัญญา” และ...คงไม่มีแสงสว่างใดจะช่วยพาเราออกจากความไม่รู้นี้ได้ หากเราทุกคนในสังคมไม่ช่วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มหาวิทยาลัย” สถาบันการศึกษาที่ถูกคาดหวังให้เป็นดั่ง หัวรถจักรทางปัญญา ในการนำพาชาติออกจากวิกฤตินี้

       การประชุม วิชาการ “สุขกันเถอะเรา : อดีตสู่ปัจจุบันสานฝันสู่อนาคต” ซึ่งจัดโดยแผนงานพัฒนาสถาบัน การศึกษาสาธารณสุข

       ให้เป็นองค์กรการสร้างเสริมสุขภาพ (สอส.) ระยะที่ 2 เมื่อเร็วๆนี้...

        ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งคำถามว่า...ทำไมประเทศยิ่งเจริญ ปัญหายิ่งมาก ดูเหมือนว่าตอนที่ยังไม่เจริญ เราดูมีความสุขมากกว่านี้ คนไทยไม่ฆ่ากัน แตกแยกกันน้อยกว่านี้ ทำไมเรามีเสรีภาพมากขึ้น แต่กลับยิ่งเสื่อมลง

       “ปัญหาทั้งหมดเกิดจากอะไร ผมยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องโลกร้อน ร้อนเพราะใคร คนใช่ไหม คนคือใคร คือตัวเราเอง เราแยกขยะบ้างไหม เราซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ แล้วรับถุงพลาสติกมาใส่ถุงผ้าหรือเปล่า

       บริษัททำกิจกรรมเพื่อสังคม...พาไปปลูกป่าชายเลน ถามว่าขณะที่เดินทางไปปลูกป่า รถของท่านปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปเท่าไร ระหว่างทางกินข้าวกล่อง ดื่มน้ำขวดพลาสติกหรือไม่?...”

       สิ่งที่อยากชี้ให้เห็นคือ เวลาเราพูดถึงปัญหาเรามักพูดถึงแต่ทางแก้ ไม่ได้วิเคราะห์ว่ามันเกิดจากอะไร สังคมไทยอ่อนแอไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะเราไม่เคยวิเคราะห์ปัญหาว่า เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา...เมื่อไรที่เรายอมรับว่า ตัวเราเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การคิดแก้ไขก็จะง่ายขึ้น

       นโยบาย 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด...ต้องตั้งหลักเริ่มต้นจากคนในรั้วสถาบัน ศ.นพ.สมพล พงศ์ไทย อธิการบดี ม.บูรพา มองว่า การจะคาดหวังให้นิสิต นักศึกษาที่ถูกหล่อหลอมมาจากครอบครัวและสังคมสามารถปรับเปลี่ยน วิธีคิดหรือทัศนคติภายในช่วงเวลา 4 ปีที่อยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ง่าย แต่สิ่งที่ทำได้ คือสังคมต้องช่วยกัน

       ต้องทำให้สังคมเห็นเด่นชัดว่าสุขภาพเป็นเรื่องในชีวิตประจำวัน ก่อน ไม่ว่าใครก็ตาม สังคมทั้งสังคมต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะสื่อ โรงเรียน ตั้งแต่โรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาทั้งหมด

       บริบทของสุขภาพแบ่งเป็นทางกาย ใจ สังคม จิตวิญญาณ ต้องตีให้แตกว่าพฤติกรรมแบบไหนที่บอกว่าเขามีสุขภาพดี ส่วนใหญ่จะพบทางกาย คือ ร่างกายแข็งแรง เติบโตสมส่วน

       แล้ว...สุขภาพทางจิตจะบอกได้อย่างไร เช่น เด็กในท้องได้ยินเสียงตั้งแต่ 26 สัปดาห์ เขารับทราบอารมณ์ของแม่ ได้ยินเสียงแม่ เสียงพ่อ ถ้าเขาได้ยินเสียงที่ดี เขาก็จะซึมเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึก สิ่งนี้จะเป็นตัวที่ทำให้เกิดคนที่มีสุขภาพจิตที่ดี สามารถให้เกียรติคนอื่นเป็น ปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

       ดังนั้นจะเห็นว่า ทุกสิ่งอย่างต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงจากตัวเรา จากการหล่อหลอมภายในครอบครัว เมื่อออกมาสู่สังคม สังคมทุกภาคส่วนก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ นั่นหมายรวมถึงระบบการศึกษาและสถาบันการศึกษาที่สามารถชี้นำ สังคมได้ คือ มหาวิทยาลัย

       นพ.วิชัย เทียนถาวร รองอธิการบดี ม.พะเยา อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข เสริมว่า หากมองในเชิงระบบแล้ว เราจะพบว่า ปัญหาที่ผ่านมาของประเทศไทยมาจากระบบการสั่งการแบบแนวตั้ง ขาดการเชื่อมโยงหรือบูรณาการระหว่างกระทรวง หน่วยงานต่างๆในการทำงาน

       หากเราจะแก้วิกฤติชาติด้วยการจำลองมหาวิทยาลัยเป็น 1 ประเทศ มีคณะต่างๆเป็นวิชาชีพต่างๆ ผลิตคนออกมาสู่สังคม แล้วแต่ละคณะทำงานอย่างเชื่อมโยงกัน โดยมีเป้าหมายว่า จะทำอะไรให้แก่สังคมได้บ้าง ตรงนี้จึงเกิดเป็นแนวคิด 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัดขึ้นมา

       อาจารย์ปริญญา ให้ทรรศนะขยายภาพแนวคิดนี้อีกว่า... หากเราพร้อมใจกันแบ่งพื้นที่รับผิดชอบของเรา ภายใต้ยุทธศาสตร์ร่วมกัน คือจะเปลี่ยนประเทศไทย ให้ไปสู่ความเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง และประชาชนมีความสุข ถ้าหากมหาวิทยาลัยพร้อมใจกันทำ แล้วใช้ความรู้ เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้

       ยุทธศาสตร์ของการเดินหน้า 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด แก้วิกฤติชาติ สิ่งที่เป็นรูปธรรมเรื่องแรก คือ การแบ่งพื้นที่...เพราะ 1 มหาวิทยาลัย 1 จังหวัดนั้น ไม่ได้หมายความว่า แต่ละจังหวัดจะมีเพียงหนึ่งมหาวิทยาลัย หลาย จังหวัดที่มีหลายมหาวิทยาลัยก็ต้องแบ่งพื้นที่กัน

       รศ.ปรีชา สุนทรานันท์ รองอธิการบดี ม.มหิดล บอกว่า หน้าที่ของมหาวิทยาลัยมี 3 อย่าง คือ วิจัย ศึกษา และบริการ วิจัย ซึ่งต้องเป็นการวิจัยที่เกิดจากความอยากรู้ของผู้ทำวิจัย แต่สิ่งสำคัญคือต้องเกิดจากที่ชุมชนต้องการด้วย...เป็นสองด้าน

       บัณฑิตมหาวิทยาลัยมหิดลมีอัตลักษณ์ “มุ่งประโยชน์เพื่อมนุษยชาติ” นั่นคือ เป็นคนดี มีปัญญา นำพาสุข คนดีทำยังไง ก็คิดดี พูดดี ทำดี มีปัญญา เรามีวิชาความรู้แล้วต้องนำไปประยุกต์ใช้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย และสู่มวลมนุษยชาติ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราพัฒนาร่วมกันกับกิจการนักศึกษาเป็นหลัก สูตร

       ส่วนสิ่งที่นำพาสุข คือ ต้องนำความสุขนั้นไปเผยแพร่ให้กับรอบข้างของเราจึงจะเป็นสุข อย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยจึงต้องผลิตบัณฑิต คณาจารย์และบุคลากรที่เป็นต้นแบบ เพราะถ้ากระดุมเม็ดแรกที่คณาจารย์และบุคลากรเราติดไม่ ตรง...สิ่งอื่นๆ ก็ไม่ตรงตามไปด้วย

       “ต้นแบบที่เป็นคณาจารย์ต้องเป็นแบบที่ทำด้วย อาจารย์ที่บอกให้นักศึกษาขี่จักรยานก็ต้องขี่จักรยานด้วย”

       สำหรับ มหาวิทยาลัยบูรพา กำหนดอัตลักษณ์ของนักศึกษาไว้ว่า

       เป็น “บัณฑิตรักสุขภาพ” และมีแผนปฏิบัติการ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ทุกคนต้องเข้าใจร่วมกัน

       เช่น สุขภาพดีเป็นอย่างไร ตกลงกันให้ชัด ของ ม.บูรพามีกิจกรรมมากทั้ง 4 มิติ ทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญา ด้านจิตใจมีระบบอาจารย์ที่ปรึกษาที่คอยสอดส่องดูแล มีระบบพี่ดูแลน้อง ด้านสังคม

       จัดการเรื่องของการเป็นประชาธิปไตย ให้นิสิตได้ตระหนัก ด้านปัญญา คือ ทำอย่างไรให้เขาไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น

       สุดท้าย...มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นในเรื่องของการเรียนโดยการบริการสังคม

       ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2504 มุ่งเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ต้องสร้างโรงเรียน มีถังเก็บน้ำฝน มีห้องสมุด ฯลฯ ตอนนั้นไม่มี อบต. อบจ. มีแต่สำนักเร่งรัดพัฒนาชนบท วิธีการของรัฐบาลคือ โยนเงินงบประมาณมาให้ทบวงมหาวิทยาลัย ให้นักศึกษาจัดค่าย ไปช่วยสร้างถังเก็บน้ำฝน สร้างอาคาร และนักศึกษาก็ได้ช่วยพัฒนาชาติ

       ปัจจุบันผ่านไป 50 ปีแล้ว...ยุทธศาสตร์ของชาติเปลี่ยน นักศึกษาก็ต้องเปลี่ยน ไม่ต้องไปไกล เอาเงินค่ารถมาช่วยชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัย

       ทุกวิชาทุกสาขาสามารถออกไปรับใช้สังคมได้หมด เช่น เรียนกฎหมายก็ต้องลงชุมชน ดูเรื่องความยุติธรรม ในความเป็นจริงคืออะไร ทำไมประเทศไทยมีกฎหมายมาก...ถึงสร้างความเป็นธรรมไม่ได้

       อย่าง...รัฐศาสตร์ไปทำงานกับ อบต. อบจ. ไปช่วยเขา แล้วนำความจริงที่ไปเจอมา เอามาเรียนในห้อง...พัฒนาให้เป็นความรู้ต่อไป อย่าง...คณะสาธารณสุขศาสตร์ ศาสตร์แห่งความสุขของสาธารณะ ก็ต้องมองไปในเรื่องของสุขภาพกายหรือจิตในสังคม บูรณาการใช้ศาสตร์ต่างๆ เข้าไปทำให้เกิดสิ่งดีๆรอบๆ ทุกมหาวิทยาลัย

       ผศ.ดร.ปริญญา รองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ทิ้งท้ายว่า... “ลองจินตนาการดู... ถ้าทุกมหาวิทยาลัยร่วมกันทำทั้งหมดนี้ ประเทศไทยจะเข้มแข็ง...เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือขนาดไหน”

       นี่คือ...ยุทธศาสตร์สร้างปัญญา คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมือง นักการเมืองจะหยิบไปใช้ในระดับนโยบาย เพื่อสร้างความปรองดอง...ลดเหลื่อมล้ำ ตามคำมั่นเมื่อวันหาเสียงหรือเปล่า

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here ปฏิรูปฯในสื่อต่างๆ หนังสือพิมพ์กระแสหลัก
ยืมเงิน