Font Size

Text Size
ปฏิรูปฯในสื่อต่างๆ

นสพ.ไทยรัฐออนไลน์ :::: เมื่อไทยถูกตราหน้าว่าไม่มีเสรีภาพสื่อ

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันศุกร์ที่ 06 พฤษภาคม 2011 เวลา 14:42 น.
SHARE STORE:
Digg
 

5 พฤษภาคม 2554

     ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดยาวสำหรับภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ แต่ก็ต้องถือว่าเป็นช่วงสัปดาห์ที่มีเรื่องราวเปลี่ยนเเปลงเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่ถนนทุกสาย กำลังมุ่งสู่การเลือกตั้ง ขฯที่การสู้รบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ก็มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การหยุดยิง ทำให้ชาวบ้านบริเวณชายแดนสามารถกลับไปยังหมู่บ้านได้
     แต่เรื่องราวที่มีการพูดถึงกันมากเรื่องหนึ่งที่ “คิดจาก Social Media” อยากจะนำมาพูดถึงในสัปดาห์นี้คือ กรณีที่องค์กรเอกชนที่ทำงานด้านเสรีภาพสื่อมวลชนสัญชาติสหรัฐฯ ชื่อ Freedom House ได้ประกาศจัดอันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรือ Global Press Freedom Rankings 2011 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา
     ตามประกาศจัดอันดับครั้งนี้ มีการให้คะแนนกับประเทศที่มีการละเมิดเสรีภาพสื่อจากมากไปหาน้อย กล่าวคือ ถ้าได้คะแนนน้อย แปลว่าประเทศนั้นมีเสรีภาพน้อยที่สุด คือ พม่าและเอริเทีย อยู่อันดับที่ 191 มี 94 คะแนน
     นอกจากนี้ ยังมีการจัดกลุ่มประเทศท่ได้คะแนนตั้งแต่ 0 – 30 ว่าเป็นกลุ่มประเทศที่ Free หรือมีเสรีภาพมาก คะแนน 31 -60 เป็นกลุ่ม Party Free หรือมีเสรีภาพปานกลาง และคะแนน 61 เป็นต้นไปอย่ใน กลุ่ม Not Free หรือไม่มีเสรีภาพ
     สำหรับประเทศไทยในปีนี้ ถูกจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 138 มีคะแนน 62 จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มไม่มีเสรีภาพ  โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว ประเทศไทยมีคะแนนอยู่ที่ 58 อยู่ในช่วงท้ายๆ ของกลุ่มมีเสรีภาพปานกลาง ทั้งนี้ ในรายงานของ Freedom House อ้างว่าประเทศไทยถูกหักคะแนนมากขึ้น เนื่องมาจากการนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 มาจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางอินเตอร์เน็ต การคุมขังจับกุมผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมทั้งการที่สื่อมวลชนต้องทำงานภายใต้ภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการใช้ความรุนแรง
     อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบอันดับของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ก็จะพบว่าไทบอยู่ในอันดับ 3 รองจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียที่ได้คะแนน 46 และ 53 ตามลำดับ ขณะที่กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว และพม่า อยู่ในลำดับที่ต่ำลงมา แต่ที่น่าสังเกตคือ แม้สื่อมวลชนกัมพูชาจะตกอยู่ภายใต้อาญัติของรัฐบาลเกือบทั้งหมด แต่กัมพูชามีคะแนนเพียง 63 ห่างจากไทยเพียง 1 คะแนน
     ทีนี้ มาดูสาเหตุที่ Freedom House ตัดคะแนนเสรีภาพของสื่อไทยมากขึ้น โดนเฉพาะประเนปัญหาการบังคับใช้ พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง เพราะแม้กฎหมายจะเขียนไว้ว่าการจะปิดกั้นหรือบล็อกเว็บไซต์กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีทีที่รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ จะต้องไปขออำนาจจากศาล แต่ที่ผ่านมา พบว่ามีเว็บไซต์จำนวนมากถูกปิดโดยพลการ หรือแม้เมื่อศาลให้อำนาจแล้ว ก็มิได้มีความพยายามที่จะดำเนินคดีตามกฎหมายตามที่มีการกล่าวอ้างในตอนที่ไปขออำนาจศาล
     ยิ่งกว่านั้น กระบวนการปิดกั้นหรือบล็อกเว็บไซต์ของกระทรวงไอซีที ก็ทำแบบงุบงิบ ไม่โปร่งใส ทั้งๆ ที่เคยมีข้อเรียกร้องจากองค์กรต่างๆ ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมจากภาครัฐ – เอกชน เพื่อมากำกับดูแลกระบวนการปิดกั้นหรือบล็อกเว็บไซต์ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและโปร่งใส แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากระดับนโยบายและกลายเป็นปัญหาที่ทิ่มแทงรัฐบาลปัจจุบันให้มีภาพลักษณ์ของการเป็นรัฐบาลที่ไม่ใส่ใจในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
     จะว่าไปแล้ว เว็บที่ถูกกระทรวงไอซีทีบล็อกนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นเว็บโป้เปลือยที่มาเหมาะสมกับเด็กและเยาวชน  มีเพียงส่วนน้อยที่เว็บไซต์ที่เข้าข่ายละเมิดมาตรา 112 ซึ่งบางครั้งต้องยอมรับว่า แยกไม่ออกจากเว็บไซต์ที่มีลักษณะการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ดังนั้นจึงถูกเหมารวมว่าเป็นการปิดกั้นเว็บไซต์ที่หมิ่นสถาบันกับเว็บไซต์ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน
     ส่วนประเด็นในเรื่อง การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไทยในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองมากๆ ก็ต้องนอมรับเช่นกันว่า สื่อมวลชนได้รับการข่มขู่คุกตามจากกลุ่มผู้ชุมนุมในหลายกรณี ไม่ว่า จะเป็นการบุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ การปิดล้อมอาคารสำนักงาน การพยายามเผาอาคารสถานีโทรทัศน์ รวมทั้งการใช้อาวุธสงครามยิงขมขู่ เป็นต้
     แต่เมื่อมองสภาพโดยรวมอื่นๆ ของเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนไทยโดยเฉพาะในสื่อกระแสหลักเช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และวิทยุแล้ว ถือว่าอยู่ภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะสื่อหนังสือพิมพ์ยังสามารถนำเสนอข่าวสารได้โดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐ ขณะที่สื่อวิทยุโทรทัศน์นั้น ยังต้องรอการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และ กิจกรรมโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จึงจะมีองค์กรของรัฐอิสระเข้ามาจัดสรรและกำกับดูแลสื่อวิทยุและโทรทัศน์ให้มีเสรีภาพมากขึ้น
     ดังนั้น โดยภาพรวมแล้ว การลดอันดับเสรีภาพสื่อไทยให้ไปอยู่ใน “กลุ่มไม่มีเสรีภาพ” จึงดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากนัก หากเปรียบเทียบกับคะแนนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา มาเลเซียและสิงคโปร์ ที่มีทั้งกฎหมายและกลไกด้านทุนเข้ามาจำกัดเสรีภาพสื่ออย่างเข้มงวดกว่าประเทศไทยหลายเท่านัก
     ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยเอง ก็ต้องหันกลับมาทบทวนกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทั้งในส่วนของ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และมาตรา 112 ที่ฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติยังดำเนินการไม่สอดคล้องกันจนนำไปสู่การละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านอินเทอร์เน็ต
     หากมีการทบทวนและเอาจริงเอาจังกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่โปร่งใสและเหมาะสม ประเทศไทยก็จะหลุดพ้นจากการถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่สื่อไม่มีเสรีภาพ เพราะต้องไม่ลืมกันว่าในปี 2000 (พ.ศ.2543) ประเทศไทยเคยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพมาก มาแล้ว
     ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า พรรคแกนนำรัฐบาลในปี 2000 กับ 2010 เป็นพรรคเดียวกัน เพียงแต่มีหัวหน้าพรรคคนละคนเท่านั้น ที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคนั้นชื่ออะไร และนายกรัฐมนตรีชื่ออะไรบ้าง...คงไม่ต้องสาธยายให้เสียเวลา...

 

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี


สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here ปฏิรูปฯในสื่อต่างๆ
ยืมเงิน