Font Size

Text Size
ปฏิรูปฯในสื่อต่างๆ

ไทยโพสต์ออนไลน์ :::: ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ปฏิรูปด้วยการบอกต่อ โอกาสทองของประชาชน

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันศุกร์ที่ 03 มิถุนายน 2011 เวลา 15:50 น.
SHARE STORE:
Digg
 

2 มิถุนายน 2554


ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554  ดูเหมือนว่ายิ่งชัดเจนในสายตาว่า นักการเมืองแทบทุกพรรคการเมืองมิได้สนใจเท่าใดนัก หรือแม้แต่คิดจะแลเหลียวการบ้านของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หรือคปร.ที่อุตส่าห์เพียรพยายามรวบรวมมาให้เป็น “พิมพ์เขียว”  สำเร็จรูป พร้อมให้หยิบไปใช้เป็นนโยบายในการหาเสียง และนำไปต่อยอดสู่การบริหารพัฒนาบ้านเมืองหลังการเลือกตั้ง  โดยไม่ต้องเสียเวลาศึกษางานหรือทำการบ้านอย่างที่แล้วๆ มา

ภาพสะท้อนสถานการณ์การเมืองในวันนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า วงการเมืองไทยยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะก้าวพ้นครรลองน้ำเน่า มุ่งใช้อำนาจเพื่อการต่อรองรักษาผลประโยชน์ของพรรคและพวก เพราะแต่ละประเด็นที่ใช้ในการหาเสียงหนีไม่พ้น “ประชานิยม” ประเภทที่จะทำให้คนไทยอ่อนแอ ไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง นอกจากแหงนคอรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ

ปี่กลองเลือกตั้งโหมโรง ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน อย่างที่เรียกว่า เป็นการชิงดีชิงเด่นมุ่งคะแนนเสียงเป็นหลัก  สาระไม่ต้องสนใจ จึงทำให้มีเสียงวิเคราะห์วิจารณ์อย่างหนาหูหนาตาว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองมีแต่สัญญาว่า “จะให้” ไม่แตกต่างจากอดีตทั้งๆที่เราลงทุนไปกับการปลุกกระแสปฏิรูปมานานนับเกือบปี

หนึ่งในผู้วิจารณ์นโยบายการหาเสียงของพรรคการเมือง... รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่พบใน นโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง ได้แก่ 1.การเสนอทำโครงการขนาดใหญ่ซึ่งมักจะใช้เงินกู้  จำเป็นต้องจับตาเพราะง่ายต่อการทุจริต 2.โครงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนและประชานิยม  เช่น การประกาศภัยแล้ง ภัยหนาว ทุกปี มีงบลงพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงโครงการเอสเอ็มแอล  แต่นักการเมืองกลับเสนอแกมบังคับว่า แต่ละชุมชนควรทำอะไร 3.โครงการประเภทแทรกแซง ตลาดแต่สุดท้ายก็ต้องจ่ายแพงขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น โครงการน้ำมันปาล์ม

ในขณะที่ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า“หากดูนโยบายพรรคการเมือง จะเห็นว่า ทุกพรรคมีนโยบายเดียวใช้กับคนทั่วประเทศ เหมือนใช้ยาชุดเดียวแก้ปัญหา 76 โรค ซึ่งก็แก้ไม่ได้สักโรคเดียว”

นี่ถือเป็นคำวิเคราะห์วิจารณ์ส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้มันคือข้อเท็จจริงทั้งหมดของสภาพการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่ถูกผูกขาดโดยนักเลือกตั้ง ซึ่งพร้อมจะอ้างความเป็น “ผู้แทนราษฎร” อันเกิดจากประเพณีการเลือกตั้ง ว่าเป็นความชอบธรรมที่จะนำพาประเทศเดินไปทิศทางใดก็ได้ เพราะเสียงข้างมากสนับสนุน

แต่ในฐานะที่ผมเชื่อมั่นต่อจิตวิญญาณแห่งความเป็นไท ที่รักอิสระเสรีประชาธิปไตย ผมค่อนข้างมั่นใจว่า  คนไทยยังมีอยู่ไม่น้อยที่รู้เท่าทันนักเลือกตั้งทั้งหลาย และพร้อมที่จะฉีกม่านประเพณีการเลือกตั้งแบบเดิมๆไปสู่เส้นทางการปฏิรูปที่ฝ่ายต่างๆพยายามรณรงค์เพื่อให้ข้อมูลประชาชนในช่วงโอกาสทองของการเลือกตั้งที่จะถึง และเพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้วิจารณญาณเลือกตัวแทนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประสิทธิผลต่อประเทศชาติบ้านเมืองในระยะยาว

ล่าสุดการบรรยายในหัวข้อเรื่อง "การเมืองไทยในสถานการณ์ปฏิรูป" ซึ่งจัดโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมกับมูลนิธิสัมมาชีพนั้น อาจารย์จรัสก็ได้ตอกย้ำอีกหนว่า การเลือกตั้งเป็นโอกาสทองที่สังคมไทยจะได้เรียนรู้ทางการเมืองมากที่สุด อีกทั้งจะเป็นก้าวสำคัญนำไปสู่การปฎิรูปประเทศไทยผ่านทางการเมือง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนประเด็นการปฏิรูปที่คปร. ได้มีการนำเสนอไว้ ทั้งปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน และปฏิรูปการถือครองที่ดิน  ประชาชนจะต้องเป็นผู้กดดันให้นักการเมืองสนใจและยอมรับข้อเสนอดังกล่าว

ผมเห็นด้วยกับอาจารย์จรัสว่า ช่วงของการเลือกตั้ง เราควรต้องใช้โอกาสนี้ ทบทวนถึงการทำงานของ ส.ส. ชุดก่อน จากผลงานที่ผ่านมา โดยดูว่าการที่เลือกเข้ามาคราวที่แล้วนั้นมีผลงานดีแค่ไหน ทั้ง ส.ส.ที่เข้าประชุม ทำสภาล่ม, ส.ส.ที่ขาดประชุม แม้แต่บัญชีทรัพย์สินหรือการถือครองที่ดินของนักการเมือง ซึ่งอาจารย์ได้รวบรวมบันทึกไว้ให้ศึกษาที่เว็บไซต์ www.tpd.in.th  นั่นเอง

สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ เมื่อรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์แล้ว ต้องบอกต่อนะครับ

โดยอดีตคณบดีคณะรัฐศาตร์ จุฬาฯ ให้เหตุผลว่า “การเปิดข้อมูลการถือครองที่ดินของนักการเมือง เพื่อให้รู้ว่า หากมีการเสนอกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน นักการเมืองเหล่านั้นจะลงคะแนนให้ผ่านกฎหมายจริงๆ หรือไม่ ซึ่งก็เชื่อว่า เป็นไปได้ยาก  เพราะฉะนั้น การบอกกับญาติ เพื่อน พี่น้องในชุมชนถึงเรื่องเหล่านี้ ให้ได้เรียนรู้เรื่องการเมืองเพิ่มขึ้น ประชาชนมีสิทธิที่จะคิดใหม่ได้ นี่คือตัวอย่างของประเด็นการเคลื่อนไหว  ทำอย่างไรประชาชนจะได้รู้เรื่องของนักการเมือง"

ดังนั้นควรใช้โอกาสนี้กดดันนักการเมืองยี้เปลี่ยนนิสัย หรือไล่ให้พ้นจากเวทีการเมือง เพราะเราต้องการ ส.ส.ดี ส.ส.ไม่ดีก็เหมือนยาพิษ ที่กินไปแล้วตาย

ความคิดเห็นข้างต้นสอดคล้องต้องกันกับอดีตคปร. ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ครับ ที่บอกว่า ชุมชนท้องถิ่นต้องยึดอำนาจลงมาสู่ประชาชนและใช้อำนาจให้เกิดการพัฒนา เรื่องแรกที่ต้องการให้โหมโรงคือการเสนอนโยบายต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่องทางที่ใกล้และเป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้ ซึ่งถือเป็นการต่อรองกับฝ่ายการเมืองบนฐานข้อมูลและต่อรองแบบมีเงื่อนไข

“แทนที่จะรณรงค์เลือกตั้งว่าต้องให้ได้คนดี ซื่อสัตย์ คือการปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องนักการเมือง ก็จะได้ห่วยๆ เหมือนเดิม แต่ถ้าเปลี่ยนมาเลือกโดยการต่อรองเอานโยบายไปชูให้ ถ้ารับไปเราจะเลือก เท่ากับเป็นการบี้นักการเมืองโดยไม่ปล่อยให้หัวคะแนนมาเหยียบแค่หัวบันได แต่เชื่อว่านโยบายจะได้ผลจริง” อดีตกรรมการ คปร. กล่าว

ผมมั่นใจว่า  บอกต่อกันเยอะๆอย่างนี้ สักวันความฝันจะต้องเป็นจริงแน่นอนครับ เพราะเราเห็นแล้วนี่นาว่า  นักการเมืองบางคนที่เคยบอกว่า รวยแล้วพอแล้วพร้อมจะคืนกำไรให้กับสังคมแล้ว สุดท้ายกลับกลายเป็นคนที่ฉลาดการโกงที่สุดนั้น บทสรุปก็คือ เมื่อประชาชนรู้เท่าทัน มีการบอกต่อ ร่วมกันทวงความถูกต้อง  พวกเขาก็ต้องเจอกับชะตากรรมรันทด

บ้านเมืองอยู่ในมือเรา  เราต้องช่วยกันผลักดันให้ปฏิรูปเป็นจริงผ่านการเลือกตั้งให้ได้ แม้เพียงแค่เศษเสี้ยว ก็ถือเป็นนิมิตของการเริ่มต้น...จริงไหมครับ

 

นายใฝ่ฝัน  ปฏิรูป


สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here ปฏิรูปฯในสื่อต่างๆ
ยืมเงิน