Font Size

Text Size
ปฏิรูปฯในสื่อต่างๆ

ไทยโพสต์ออนไลน์ :::: ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ประโยชน์สุขถ้วนหน้า ความสำเร็จที่แท้จริง

Recommend Print

  • เขียนโดย Thaireform
  • วันพุธที่ 13 กรกฏาคม 2011 เวลา 13:38 น.
SHARE STORE:
Digg
 

14 กรกฎาคม 2554

เมื่ออำนาจเปลี่ยนจากมือของผู้นำชายไปสู่ผู้นำหญิง  ไม่ว่าด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรในทางการเมือง หรือใครจะมีความรู้สึกอะไรก็ตาม  คงปฏิเสธมิได้ว่า  ปรากฏการณ์ครั้งนี้เป็นสังคมไทยกำลังจับจ้องด้วยความคาดหวังว่า   นี่น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น!

การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  หรือดีกว่าเก่านั้น สอดคล้องกับความหมายคำว่า “ปฏิรูป” นั่นเอง

แต่ความเปลี่ยนแปลงของผู้นำที่เรียกว่าพลิกโฉมหน้าการเมืองไทยนั้น จะเป็นการปฏิรูปหรือเป็นไปในทางที่ดีขึ้นหรือเปล่านั้น  เห็นทีต้องใจเย็นๆให้เวลาผู้นำคนใหม่ตามภาษาการเมืองที่เรียกว่า “ช่วงฮันนีมูน”  จริงไหมครับ  เพราะถ้าผู้นำใหม่ยังไม่ทันลงมือทำงานแล้วเราก็ติโน่นตินี่หรือติเรือทั้งโกลนโดยทันทีทันใดเสียแล้ว  ต่อไปเราจะหาคนดีที่กล้าหาญอาสาเข้ามาบริหารบ้านเมืองได้ยากขึ้นนะครับ

ระหว่างร้องเพลงรอด้วยใจหวัง หรือให้เวลากับคนมาใหม่เพื่อทำการบ้านก็ตาม  ผมจึงอยากเชิญชวนทุกคนทั้งที่กำลังแฮปปี้สุดๆกับผลการเลือกตั้ง  และมีความรู้สึกอินเสมือนหนึ่งหนุ่มสาวที่อกหักรักคุดเพราะคนที่รักไม่ได้ คนที่ใช่ไม่มา มองไปรอบๆตัวเองหน่อยครับว่า  ในฐานะที่เป็นพลเมืองไทยแล้ว  เราเข้าใจถูกต้องพ้องกันหรือเปล่าว่า

การเลือกตั้งไม่ได้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างของการเมืองและประชาธิปไตย

ผลการเลือกตั้งมิใช่ผลลัพธ์สุดท้ายของอนาคตประเทศไทย

เมื่อสำนึกคิดได้แบบเดียวกันแล้ว ต้องบอกกับตัวเองด้วยนะครับว่า    ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไป  และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด!

เพื่อตอกย้ำว่า   อนาคตของประเทศอยู่ในมือของเราทุกคน ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไป อำนาจจะเปลี่ยนถ่าย ผมขออัญเชิญพระโอวาทในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งพระราชทานแก่นักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลประจำปีการศึกษา 2553  ในวโรกาสที่เสด็จฯแทนพระองค์ ณ  ณ หอประชุมกองทัพเรือ อาคารชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมาเป็นเครื่องเตือนใจในตอนหนึ่งความว่า

...  บัณฑิตทั้งหลายต่างก็เล่าเรียนด้วยความอุตสาหะพากเพียร จนได้รับปริญญาบัตร และมีความรู้ความสามารถที่จะนำไปใช้ปฏิบัติกิจการงานทั่วกันแล้ว นับว่าเป็นความสำเร็จที่ควรแก่การภาคภูมิใจ แต่ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่ได้สำเร็จการศึกษาระดับสูง หรือการ ประกอบอาชีพการงานสร้างตัวสร้างฐานะได้เป็นอย่างดีเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมด้วย ที่กล่าวดังนี้ เพราะประโยชน์ส่วนรวมเป็นประโยชน์ที่แท้จริง และยั่งยืน ด้วยเป็นประโยชน์ที่ครอบคลุมถึงประโยชน์ทั้งหมด ทั้งของบุคคล ของสังคม ตลอดถึงประเทศชาติ  ดังนั้น เมื่อบัณฑิตออกไปดำเนินชีวิตและประกอบกิจการงาน ไม่ว่าจะเป็นงาน ในสาขาใดวงการใดก็ตาม จึงควรจะได้ตั้งความประสงค์และความเพียรพยายามอันแน่วแน่มั่นคงไว้ ที่จะใช้ความรู้ความสามารถซึ่งได้ฝึกฝนอบรมมา สร้างสรรค์ประโยชน์และความเจริญมั่นคงให้แก่ ส่วนรวมและชาติบ้านเมือง. ถ้าทำได้ แต่ละคนก็จะได้รับประโยชน์ คือความสุขความเจริญในชีวิตและกิจการงาน อีกทั้งสังคมและประเทศชาติอันเป็นที่อยู่ที่อาศัยของเราก็จะมีความมั่นคง ก้าวหน้า ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่ทุกคนจะภาคภูมิใจได้แท้จริง…..

เอาล่ะ...จากวันนี้ ใครมีดีอะไรก็ควักมันออกมาให้หมด แล้วช่วยกันนำพาประเทศชาติ สังคมไทยไปสู่ฝั่งฝัน  อย่าท้อแท้ ถอดใจเป็นอันขาด

คิดอะไรไม่ออก   ผมก็ยังขอยืนกระต่ายขาเดียวท่ามกลางการเปลี่ยนถ่ายอำนาจหรือเปลี่ยนแปลงผู้นำคนใหม่   ว่า  รัฐหรือผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศควรถามหาพิมพ์เขียวของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศมาศึกษาและลงมือทำ  แต่ถ้าฝืนใจตัวเองไม่ได้จริงๆก็น่าจะพึ่งพาองค์กรเก่าดั้งเดิมในฐานะมันสมองของประเทศ และมือไม้ของรัฐบาล อย่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า “สภาพัฒน์” เพราะแผนฯ 11 สู่สังคมแห่งความสุขที่มีภูมิคุ้มกันนั้นเขาเขียนโรดแม็พไว้เรียบร้อยแล้ว  รอแค่การขับเคลื่อนบริหารจัดการให้เป็นจริงในทางปฏิบัติเท่านั้น     แผนพัฒนาฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559)  กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า ..สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง…อย่างไรเสียเชื่อว่ามิได้ห่างไกลจากแนวนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังฟอร์มทีมอยู่แน่นอน  แต่ความแตกต่างคงจะอยู่ที่การจัดอันดับความสำคัญก่อนหลัง หรือ คิดจะหยิบอะไรมาทำก่อนทำสุดท้าย

เหมือนกับกระบวนการให้ได้มาซึ่งแผนก็เช่นเดียวกัน  ฝ่ายราชการคือสภาพัฒน์เขาก็มีกระบวนการผ่านขั้นตอนต่างๆมามากมายตั้งแต่การระดมความคิดเห็นประชาชน ตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ภาค ไปจนถึงระดับประเทศ   นอกจากนั้นยังนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากประชุมเวทีต่างๆมาปรับปรุงให้ชัดเจน   ส่วนฝ่ายการเมืองหรือพรรคการเมืองก็คงต้องมีทีมศึกษา หาข้อมูลต่างๆด้วยการจับเข้าคุยกับชาวบ้าน  รับรู้จากหัวคะแนน  ผู้นำชุมชน มาก่อนแล้วเขียนเป็นนโยบายในการหาเสียง  จากนั้นก็กลั่นกรองออกมาเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะต้องแถลงต่อรัฐสภาตามครรลองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

“สังคมแห่งความสุขที่มีภูมิคุ้มกัน” คือแผนที่ต้องการสร้างความเตรียมพร้อมและภูมิคุ้มกันต่อกระแสที่เปลี่ยนแปลงในโลกาภิวัตน์  ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้หรืออนาคตข้างหน้า เราจะต้องเผชิญกับกฏกติกาโลกที่เปลี่ยนแปลง  ประสบกับโจทย์ปัญหาที่เกิดจากการรวมกลุ่มของประเทศต่างๆเพื่อต่อรองอำนาจและผลประโยชน์   ต่อสู้กับภูมิอากาศที่แปรปรวนไปทั่วโลก แข่งขันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี บวกกับภัยอันตรายจากการก่อการร้ายที่พัฒนาไปในรูปแบบต่างๆ ในขณะที่สังคมของเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

เชื่อว่าผู้นำคนไหนๆ ก็ตระหนักรู้ถึงโจทย์ข้อใหญ่เหล่านี้อยู่แล้ว  เพียงแต่ยังต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเดินทางไหน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

แต่ยังไงๆ ไม่ว่าวิธีไหน ... ความสำเร็จของผู้นำคือทำให้สังคมสุขถ้วนหน้า จริงไหมครับ?!?

 


นายใฝ่ฝัน  ปฏิรูป


สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here ปฏิรูปฯในสื่อต่างๆ
ยืมเงิน