Font Size

Text Size
การปฏิรูปประเทศไทย โครงการการปฏิรูป

รู้จักโครงการ

  • เขียนโดย Administrator
  • วันจันทร์ที่ 09 พฤศจิกายน 2009 เวลา 17:24 น.
SHARE STORE:
Digg
 

การปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะของคนไทย

“มหาวิกฤตสยาม”  ที่กำลังคุกคามอยู่ในทุกด้าน เชื่อมโยงทั้งระบบการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม จนกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยครั้งใหญ่

ดังที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เรียกว่า วิกฤตการณ์ที่ยากที่สุดในการหาทางออก ไม่รู้จะเริ่มต้นจากจุดใด และไม่สามารถแก้ได้เพียงแค่การ “ปฏิรูปการเมือง” อย่างที่เคยมีความพยายามทำกันมา

โครงการการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทยที่กำลังดำเนินอยู่จริง มีเครือข่ายสถาบันทางปัญญาและบุคคลเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยมี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นผู้ประสานและสนับสนุน

“การปฏิรูปประเทศไทยนี้ จะขับเคลื่อนขยายตัวจนเป็นกระแสใหญ่ที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าร่วม

เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก”

สถาบันวิชาการที่รวมตัวกันในรูปแบบที่เรียกว่า “เครือข่ายสถาบันทางปัญญา กระทำโดยประชาชนคนละไม้คนมือ ทำในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคมและชุมชนท้องถิ่น ไม่ต้องรอคอยอำนาจรัฐระดับชาติ หรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อระดมสมองหาทางถอดรหัสการปฏิรูปประเทศไทย โดยหนึ่งในนั้น คือ การพุ่งเป้าไปที่การปฎิรูปธรรมาภิบาลระบบการเมืองการปกครอง ด้วยเห็นว่าคือจุดที่เป็นตอใหญ่ของปัญหาในเวลานี้
การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่ง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เสนอ “เป้าหมายร่วม” ให้กับคนไทยทั้งมวล ไว้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุด และคนไทยมีสุขภาวะ โดยให้ลักษณะทั้ง 5 ประการ คือ

1) ประเทศแห่งความพอเพียง  โดยการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ โดยสัมมาชีพนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุข

2) ประเทศแห่งความดี  เช่น มีน้ำใจ มีความปลอดภัย มีความยุติธรรม  มีสันติภาพ  และมีธรรมาภิบาล เป็นต้น

3) ประเทศแห่งความงาม  ศิลปะ  วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

4) ประเทศแห่งปัญญา  สาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติ เนื่องจากเป็นสังคมแห่งอำนาจนิยม  เป็นสังคมการเรียนรู้น้อย  ดังนั้นสังคมไทยจำเป็นต้องปรับจากสังคมแห่งอำนาจนิยมไปสู่สังคมแห่งปัญญานิยม ซึ่งปัญญานิยมนี้ควรเป็นวิสัยทัศน์ใหญ่ของประเทศไทย

5) ประเทศแห่งสุขภาวะ  ทั้งทางกาย  จิต  สังคม และปัญญา  
ทั้งหมดนี้ เป็นเบญจคุณ  ได้แก่ พอเพียง ดี งาม ปัญญา และความสุข

ประเทศไทยจะมีคุณลักษณะเบื้องต้นดังที่กล่าวมา อาจกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา  ประกอบด้วย 10 ยุทธศาสตร์ (ในเบื้องต้น) ดังนี้


1) สร้างจิตสำนึกใหม่ (new consciousness) ประเด็นนี้ได้มีการหารือว่าประเทศไทยภายใน 2 ปีข้างหน้าจะต้องสร้างจิตสำนึกใหม่  วิธีคิดใหม่  เป็นสังคมที่คิดเพื่อส่วนรวม หลุดจากความคิดที่คับแคบและคิดเฉพาะเรื่องส่วนตัว

 

2) สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ หากทำได้จะทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข  เศรษฐกิจดี  ความชั่วไม่มี  ครอบครัวอบอุ่น  สัมมาชีพนี้ในความเป็นจริงควรเป็นเป้าหมายใหญ่และเป็นตัวชี้วัดของประเทศ  ไม่ควรเป็น GDP ซึ่งไม่ได้บอกศีลธรรม หากแต่สัมมาชีพนี้สามารถระบุได้ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทั้งนี้นโยบาย เช่น ที่ดิน  เทคโนโลยี จำเป็นจะต้องหนุนให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่

 

3) สร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น ทุกด้านทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม  การเมือง  และประชาธิปไตย  ซึ่งมีเจ้าภาพในการดำเนินการ

 

4) สร้างระบบการศึกษาที่พาชาติออกจากวิกฤติ ทำอย่างไรให้มีระบบการศึกษาที่สามารถอภิวัฒน์คุณภาพคนทั้งประเทศได้อย่างรวดเร็ว  กุญแจสำคัญคือ คุณภาพคน  ซึ่งจะต้องหาเจ้าภาพในการดำเนินงานให้ได้

 

5) สร้างธรรมาภิบาล การเมือง การปกครอง และระบบความยุติธรรม เพราะที่ผ่านมา ประเทศเสียหายเนื่องจากขาดธรรมาภิบาลในเรื่องต่างๆ  ทั้งการเมือง การปกครอง  องค์กรต่างๆ ซึ่งตรงนี้กระทบกับระบบใหญ่ของประเทศ

 

6) สร้างระบบสวัสดิการสังคม เป็นระบบที่ทำอย่างไรให้ชีวิตเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานทั้งหมดดีขึ้น  นโยบาย  ระบบและยุทธศาสตร์ควรเป็นอย่างไร ถ้าทำได้สังคมไทยดีขึ้น  ชีวิตเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานดีขึ้น

 

7) สร้างความสมดุลของสิ่งแวดล้อมและพลังงาน

 

8) สร้างระบบสุขภาพเพื่อสุขภาวะของคนทั้งมวล มีเจ้าภาพ  องค์กรมาก  มีเครื่องมือเยอะ และเชื่อมกับประเด็นอื่นๆ  โดยมองสุขภาพไม่ใช่แบบเดิม  แต่มองครอบคลุม 4 มิติ กาย จิต สังคม และปัญญา ซึ่งเชื่อมโยงทุกเรื่อง

 

9) สร้างสมรรถนะในการวิจัยและสามารถทำเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับประเด็นนี้เป็นประเด็นที่น่าห่วง  ทั้งนี้เราจำเป็นจะต้องรู้ทั้งหมดว่ามีอะไรเกิดขึ้นในโลกบ้าง  มหาวิทยาลัยเองจำเป็นต้องมีการปฏิรูป  หากมหาวิทยาลัยไม่จัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์และปล่อยให้เรื่องดังกล่าวอยู่ในมือของบุคคลที่มีความรู้น้อย  จะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหาย

 

10) สร้างระบบการสื่อสาร ที่ผสมผสานการสร้างสรรค์ทั้งหมด เพราะว่าการสื่อสารสำคัญมาก  เป็นตัวเชื่อมโยงและทำให้ทั้ง 9 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนไปได้

ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงทั้งหมดได้  ทำให้สามารถขับเคลื่อนงานและมีคนมาเชื่อมต่อได้  แต่ละคนสามารถทำได้หลายเรื่อง ขอเพียงแต่ว่าช่วยกันพัฒนาและปรับปรุง

โดยเครือข่ายสถาบันทางปัญญาจะจัดเวทีให้แก่บุคคลที่อาสามาร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศไทยโดยอาศัย “ความรู้” และ “กระบวนการเรียนรู้” ร่วมกัน ซึ่งบุคลากรส่วนใหญ่จะมีบทบาทสำคัญในองค์กร เช่น มหาวิทยาลัยและสถาบันทางปัญญารูปแบบอื่น โดยแต่ละท่านได้ทำงานศึกษาวิจัยในประเด็นปัญหาตามสาขาความถนัดของตน ล้วนมีจุดมุ่งหมายภายใต้หัวข้อเดียวกันคือ “ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะของคนไทยทั้งมวล

หากการปฏิรุปประเทศไทยทุกด้านคงไม่อาจทำสำเร็จได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ และมิใช่เพียงการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อย่างที่เคยมีมาแต่ละรูปแบบหนึ่งจะจัดให้มีกิจกรรมลักษณะการวิจัยเชิงปฎิบัติการและการรณรงค์ต่อเนื่องไป โดยใช้เวลา 1-3 ปี และคาดว่าแวดวงผู้สนใจเรื่องปฎิรูปประเทศไทยจะขยายกว้างขวางออกไปเรื่อยๆ

หมายเหตุ

เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้ง คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ขึ้น เพื่อดำเนินการประสานงานสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการปฏิรูปประเทศในมิติต่าง ๆ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการของ “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย” เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถครอบคลุมความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด อย่างครบถ้วนรอบด้าน สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จึงได้จัดทำโครงการ “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย เพื่อการขยายการรับรู้และการมีส่วนร่วม” ขึ้น โดยมีการขยายงานด้านรายงานข่าวและการผลิตสารคดีเชิงข่าวไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น อีกทั้งจะทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านการรายงานข่าวการผลิตสารคดีเชิงข่าวไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น และทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านการเผยแพร่ของสำนักงานปฏิรูป (สปร.)

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
You are here การปฏิรูปประเทศไทย โครงการการปฏิรูป
ยืมเงิน