Content

โรคเอดส์หรือเชื้อ HIV

โรคเอดส์ คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Human Immunodeficiency Virus จัดเป็นไวรัสในกลุ่มรีโทรไวรัส (Retro virus) สามารถที่จะติดต่อกันได้โดยทางเพศสัมพันธุ์ โรคเอดส์เป็นโรคที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง เนื่องจากถูกทำลายโดยเชื้อเอชไอวี อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป และเป็นสาเหตุให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตในที่สุด

โดยเมื่อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้วมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะแรก แต่ในระยะต่อมาหรืออีกประมาณ 1-2 เดือนจะเริ่มมีอาการแสดงให้เห็น เช่น มีไข้ต่ำ ๆ หรืออาการหวัดเล็กน้อย เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว คัดจมูก และอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต มีอาการคันตามเนื้อตัวเหมือนถูกยุงกัด และมีผื่นขึ้นตามลำตัวทั่วไป ลักษณะตุ่มนี้อาจเข้าใจว่าเป็นตุ่มเนื่องมาจากน้ำเหลืองไม่ดี ส่วนใหญ่ประมาณ 30-60% จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียอยู่ด้วย

เมื่อเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 2 จะมีอาการไอแห้ง ๆ และน้ำหนักเริ่มลดลง มีเหงื่อแตกในเวลากลางคืน มีอาการขี้หลงขี้ลืม กระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ เริ่มเป็นเริมที่ปากและอวัยวะเพศ ในเพศหญิงเริ่มมีประจำเดือนขาดหรือมาไม่เป็นปกติ มากระปิดกระปอย มดลูกอักเสบ มีอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์เช่นหนองใน ซิฟิลิส ฝีมะม่วง มีเชื้อหูดที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติทั่วไป

การตรวจพบ

การตรวจเลือดอาจพบอาการของเชื้อเอดส์ได้ ในผู้ป่วยบางรายอาจเลือกใช้ชุดตรวจ HIV เมื่อมีความสงสัยว่าจะเป็นโรคเอดส์ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือด ถ้าผลออกมาเป็นลบ ก็ควรตรวจซ้ำอีกภายใน 2-3 เดือน ถ้าผลยังออกมาเป็นลบก็แน่ใจได้ว่าไม่ติดเชื้อโรคเอดส์ แต่ถ้าผลออกมาเป็นบวกก็จะเป็นโรคเอดส์ได้ ให้รีบทำการรักษา การรักษาได้อย่างรวดเร็วเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้โรคหายเป็นปกติได้ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ แต่ถ้ารักษาไม่ทันหรือไปพบแพทย์ช้าไปก็ไม่อาจที่จะรักษาได้ เพราะโรคเอดส์เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง

การป้องกัน

การป้องกันตัวเองที่ได้ผลดีที่สุด ได้แก่ การสวมถุงยางอนามัยขณะที่มีเพศสัมพันธุ์ในเพศชาย และออกห่างจากกลุ่มเสี่ยงเช่นกลุ่มที่มีเพศสัมพันธุ์ในเพศเดียวกัน ใช้เข็มฉีดยาที่ไม่ปลอดภัย หรือพวกกลุ่มยาเสพติด สถานการณ์โรคเอดส์ในบ้านเรานับว่าดีขึ้นแต่ก่อนมากโดยสามารถพบว่ามีผู้ติดเชื้อเอดส์น้อยลง และมีแนวโน้มว่าจะหมดไปในที่สุด แต่จะอย่างไรก็ตามยังพบว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่อีกปีละ 10,000 กว่าคน ซึ่งถ้าไม่มีการป้องกันที่ดีก็อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่านี้ก็ได้

ความแตกต่างระหว่างโรค HIV และเอดส์ (AIDS) เชื้อไวรัส HIV

ความแตกต่างระหว่างโรค HIV และเอดส์ (AIDS) เชื้อไวรัส HIV ไม่ใช่โรคเอดส์ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อนี้จึงไมได้เป็นเอดส์เสมอไป เชื้อไวรัส HIV สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โดยเชื้อจะกระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายโดยการอาศัยไปกับเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะไปทำลายเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับเชื้อโรคภายนอก ที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อจากภายนอก เมื่อเชื้อ HIV ทำลายภูมิคุ้มกันนี้แล้วทำให้ร่างกายขาดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติทำให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้โดยง่าย เป็นที่มาของคำว่าโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องนั่นเอง ได้กล่าวแล้วว่าผู้ที่ติดเชื้อในระยะแรกยังไม่มีการแสดงออกของอาการใด ๆ จนกว่าเชื้อ HIV จะได้ทำลายเม็ดเลือดขาวที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายหมดหรือน้อยลงทุกทีแล้ว

ร่างกายก็เริ่มขาดเม็ดเลือดขาวที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ตราบนั้นร่างกายก็จะไม่สามารถป้องกันตัวเองได้อีกต่อไป ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ส่วนโรคเอดส์เป็นโรคที่เชื้อไวรัส HIV ที่ไปทำลายเม็ดเลือดขาวในร่างกายของเราจนหมดแล้ว ซึ่งเป็นระยะที่ร่างกายขาดภูมิคุ้มกันแล้ว และทำให้ร่ายกายติดเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อันตรายร้ายแรงเนื่องจากร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกัน เรียกว่าโรคเอดส์เป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงจากการติดเชื้อ HIV โดยไม่ได้รับการรักษา โดยมากเชื้อนี้จะมีการพัฒนาและเจริญเติบโตในร่างกายโดยใช้เวลาประมาณ 10 ปี

ระยะของโรคเอดส์

อาการของโรคเอดส์จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะอย่างเห็นได้ชัดเจนโดยแบ่งได้ดังนี้

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่จะไม่แสดงอาการใด ๆ เป็นระยะที่ติดเชื้อเอดส์ที่ไม่มีอาการ ผู้ป่วยจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แม้บางรายอาจมีอาการปวดหัวเป็นไข้หวัดอยู่บ้าง แต่อาการก็จะหายไปได้เองภายในไม่กี่วัน ผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นอะไร แต่ที่สำคัญระยะนี้เป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อได้แล้ว และผู้ที่รับเชื้อไปก็จะไปแพร่เชื้อได้อีกต่างหาก

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่ปรากฏอาการเริ่มแรก ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างให้เห็นโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น เจ็บคอ ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำหนักลด ท้องเสียเรื้อรัง มีเลือดออกจากปาก จมูก หรือช่องคลอด มีอาการไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการโรคเริมที่อวัยวะเพศ ผู้ป่วยสามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อได้ ผู้รับเชื้อจะมีอาการต่อเนื่องไปสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3 เป็นระยะสุดท้ายของโรคเอดส์ เป็นระยะที่ไว้รัส HIV ทำลายเม็ดเลือดขาวหมดหรือน้อยลงจนร่างกายไม่สามารถที่จะทนได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกแล้ว ทำให้เกิดการติดเชื้อในร่างกายเช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ และระบบประสาท โดยโรคที่ผู้ป่วยจะเป็นได้มากที่สุดได้แก่โรคมะเร็งผิวหนัง ปอดบวม และเสียชีวิตในที่สุด

โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ที่ร้ายแรงมาก และสามารถแพร่เชื้อไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีวิธีป้องกันที่ได้ผลอย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันได้แก่ให้สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่ต้องการมีเพศสัมพันธุ์ในเพศชาย ส่วนเพศหญิงให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ที่ไม่สวมถุงยางอนามัย และกลุ่มรักร่วมเพศ หรือพวกใช้ยาเสพติด และปฏิบัติตามแพทย์สั่งเพียงเท่านี้ก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงจากโรคร้ายได้แล้ว

ความรู้นี้มีประโยชน์กับคุณหรือไม่?

threformer

Leave a Reply