อังคาร, กันยายน 14, 2010
   
Text Size

ข่าวสารปฏิรูปฯ

“ไอเดีย...ประเทศไทย” ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ 50 โครงการสุดท้าย

จัดงานโชว์ความคิด “ไอเดียเฟสติวัล มหกรรมนวัตกรรมความคิด เมืองไทย เราสร้างได้”  23 ก.ย.นี้ ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ เซ็นเตอร์  ก่อนคัดเลือกอีกครั้งให้เหลือ 20 ไอเดีย

อ่านข้อมูลเพิ่ม: “ไอเดีย...ประเทศไทย” ประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ 50 โครงการสุดท้าย

   

รัฐเดินเครื่องวางรากฐาน สร้างระบบสวัสดิการสังคมอย่างจริงจัง

นายกฯ ตั้งเป้าอีก 6-7 ปี   ปชช.ต้องมีคุณภาพชีวิต-หลักประกัน-ความมั่นคงในชีวิตดีขึ้น ครอบคลุมทุกด้าน เน้นการมีส่วนร่วมของปชช.เป็นสำคัญ

อ่านข้อมูลเพิ่ม: รัฐเดินเครื่องวางรากฐาน สร้างระบบสวัสดิการสังคมอย่างจริงจัง

   

จนท.รัฐ-นักการเมือง ระดมสมองจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ

การระดมความคิดเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ จัดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ประเด็น “ความซื่อตรงของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง” พล.อ.อ.วีรวิท วางเป้าหมายสร้างองค์กรความซื่อตรงต้นแบบในภาครัฐ ร่วมกันแสวงหาวิธีการปลูกฝังค่านิยมความซื่อตรงให้กับคนในองค์กร 3 มิติ

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  กล่าวปิดการสัมมนาโครงการสัมมนา เรื่อง "ระดมความคิดเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ" ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ  จัดโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล โดยคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบการเสริมสร้างธรรมาภิบาล และตรวจสอบการทุจริตในรัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม และคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม  ซึ่งผู้เข้าร่วมการสัมมนา ประกอบด้วย ประธานวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการระดับปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์  สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ รองประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาระบบเสริมสร้างธรรมาภิบาล และตรวจสอบการทุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
กล่าวสรุปความเป็นมาถึงแนวคิดที่จะจุดประกายความคิดให้กับหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมด้วยการริเริ่มจัดทำแผนพัฒนาความ ซื่อตรงแห่งชาติของประเทศไทย เพื่อปลุกจิตสำนึกความซื่อตรงให้เป็นคุณธรรมอันพึงประสงค์ของคนไทย โดยได้ศึกษาแนวคิดของประเทศมาเลเซียที่ประสบวิกฤตการณ์ในสังคมคล้ายคลึงกับ วิกฤตการณ์ที่สังคมไทยกำลังประสบอยู่คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น  ซึ่งมาเลเซียได้จัดทำ “แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” ด้วยการวางระบบการปลูกฝังค่านิยม “ความซื่อตรง” ให้เกิดเป็นคุณลักษณะนิสัยของคนมาเลเซีย  โดยได้ดำเนินการให้เกิดความดีงามขึ้นในภาครัฐก่อน และขับเคลื่อนไปสู่ภาคการเมือง ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม กลุ่มศาสนา เด็กและเยาวชน เป็นหลัก

พล.อ.อ.วีรวิท กล่าวถึงการจัดเวทีสัมมนาระดมความคิดในประเด็น “ความซื่อตรงของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง” เพื่อนำไปสู่แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ ซึ่งจัดมาแล้ว 2 ครั้ง  ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3  ซึ่งเป็นการนำเสนอความเห็นที่ได้จากการสัมมนาใน 2 ครั้งแรก และการพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติของมาเลเซียต่อผู้บริหารระดับสูงของประเทศ  โดยมีเป้าหมายคือสร้างองค์กรความซื่อตรงต้นแบบในภาครัฐ  ร่วมกันแสวงหาวิธีการการปลูกฝังค่านิยมความซื่อตรงให้กับคนในองค์กรใน 3 มิติ คือ ความซื่อตรงต่อตนเอง ความซื่อตรงต่อหน้าที่ และความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป  โดยมอบหมายให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเจ้าภาพหลักในการให้คำแนะนำและ ติดตามผล

ขณะที่ นางผาณิช นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพหลักในการจะช่วยบูรณาการแนวความคิดต่าง ๆ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดก็ตาม เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม

จากนั้นนายกรัฐมนตรี กล่าวแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงปัญหาความซื่อตรง เป็นปัญหาที่เรื้อรังในสังคมไทยมาระยะหนึ่งแล้ว และในระยะหลังการมองปัญหานี้เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะเวลามีการสำรวจทัศนคติของผู้คน หรือของเด็กและเยาวชน ที่กลับกลายเป็นว่ามองความไม่ซื่อสัตย์ การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติบ้าง เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว และที่น่ากลัวคือหลายคนมองว่า เป็นความจำเป็นสำหรับการที่จะมีความก้าวหน้า หรือมีความสำเร็จ  เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

“ผมเป็นนักการเมือง ผมก็ยอมรับว่าเวลาคนคิดถึงปัญหานี้ พวกเราก็เป็นจำเลยที่ 1  ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น  ก็บอกว่าสมัยหนึ่งรู้สึกว่าเรายังแพ้ตำรวจ  ตอนนี้เราแซงแล้ว ความเชื่อมั่นที่มีต่อนักการเมืองก็ลดน้อยถอยลงไปมาก และไม่ได้เจาะจงว่านักการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือระดับหนึ่งระดับใด แตะมาที่ท้องถิ่น ระดับชาติ เป็นภาพลักษณ์ที่ลบไปหมด  ที่มหัศจรรย์กว่านั้นคือว่าในขณะที่ภาพลักษณ์เป็นลบ ถามว่ามีใครที่อยากจะลุกขึ้นมาสู้ และเปลี่ยนแปลง ซึ่งพบว่า น้อยมาก อย่างมากที่ทำกันมากที่สุดก็บ่นกัน  และถ้าใครผิดพลาดก็อาจจะรู้สึกสะใจกันแค่นั้นเอง และก็ผ่านไป ”

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การหาเจ้าภาพที่จะทำเรื่องนี้ยาก  โดยตนรับการติดต่อว่าคนเป็นนายกฯ เป็นผู้นำเรื่องนี้ได้หรือไม่  ซึ่งได้ตอบไปว่าเป็นไม่ได้ เพราะตนเป็นนักการเมือง และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเราก็ไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งคนที่มาอยู่ตรงนี้จะเป็นอย่างไร  และถ้าตรงนี้ไม่มีความเชื่อถือเสียตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามีฝักมีฝ่ายในทางการเมืองในสภาวะที่สังคมแตกแยกก็ เป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถที่จะใช้บทบาทตรงนี้เป็นตัวนำในเรื่องนี้  ในที่สุดจึงเสนอว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นกลาง น่าจะได้เป็นผู้นำทางด้านนี้ อาทิ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารยินดีในการสนับสนุนอย่างเต็มที่

“ ขณะนี้สำนักงาน ก.พ.ร. กำลังเร่งทำข้อตกลงความซื่อตรงที่จะทำกับภาคเอกชน  โดยภาคเอกชนขานรับแล้ว ทั้งสภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศ  นอกจากนี้เรื่อง e-Auction บางครั้งก็เป็นประโยชน์ บางครั้งก็เป็นโทษ ก็กำลังสะสางว่าควรจะใช้ตอนไหน  ไม่ควรจะใช้ตอนไหน  โดยให้ทางสำนักงบประมาณรวบรวมโครงการ 1.9 ล้านบาททั้งหมด เพื่อที่จะมาสะสางกันว่าตกลงจะให้โครงการ 1.9 ล้านบาทหรือไม่”

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่าระยะยาวหนีไม่พ้นว่าต้องเริ่มจากครอบครัว เริ่มจากเด็กเยาวชน  โดยได้ย้ำกับกระทรวงศึกษาธิการว่าดีที่สุดคือให้เด็กเยาวชนเรียนรู้จาก กิจกรรม จากประสบการณ์จริง ว่าควรจะทำอย่างไร และให้เขาสัมผัสตรงนี้ให้ได้เมื่อเติบโตขึ้นมา ขณะเดียวกันต้องคิดอะไรที่สามารถทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง  อย่างเช่นประมวลจริยธรรมเข้าใจว่าขณะนี้มีครบทุกหน่วยงานแล้ว  แต่ให้ลองไปถามด้วยตัวเองว่าที่ดำเนินการจริงจังในเรื่องของประมวลจริยธรรม มีกี่กรณีแล้วที่ดำเนินการ เพราะฉะนั้น คงต้องคิดอะไรที่เป็นภาพรวม  และทุกคนต้องช่วยกัน จึงขอฝากข้อคิดเหล่านี้ไว้

   

ตุลาการศาลปค.สูงสุด ชี้ปฏิรูปสื่อต้องปรับกม. -รัฐควรถอยห่าง

ตุลาการศาลปกครองสูงสุดชี้กฎหมายสื่อไทยเก่า ล้าหลัง ไม่เอื้อให้สื่อมีเสรีภาพ บอกตัวอันตรายคุกคามคือรัฐ ทุนนิยมและสื่อด้วยกันเอง แนะปฏิรูปสื่อต้องปรับกฎหมายให้สอดคล้องแยกผู้บริหารงานปลอดการครอบงำ ดันสื่อเป็นกิจการพิเศษ จัดสรรทรัพยากรสื่อใหม่ให้ได้ดุล รัฐต้องถอยตัวออก

วันนี้ (11 ก.ย.) ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถาบันอิศรามูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดบรรยายหลักสูตรอบรมผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง (บสก.) เรื่อง “ทิศทางการปฏิรูปสื่อกับกฎหมายที่ควรรู้” โดย รศ.ดร.วิษณุ วรัญญู ตุลาการศาลปกครองสูงสุด กล่าวถึงกฎหมายสื่อที่มีอยู่ในขณะนี้ ค่อนข้างเก่า ล้าหลัง และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันทั้งในแง่การแสดงความคิดเห็นและการทำหน้าที่ความเป็นสื่อ แม้จะมีการปรับปรุงไปแล้วหลายฉบับ แต่สุดท้ายก็ไม่เอื้อต่อแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในสังคม อีกทั้งการออกกฎหมายมักไม่แสดงถึงจุดยืนเพื่อคุ้มครองสื่อแต่ออกจากรัฐเพื่อต้องการควบคุมสื่อมากกว่า

“ตัวอันตรายที่คุกคามเสรีภาพสื่อ ตัวใหญ่ที่สุดคือรัฐ ซึ่งมีอำนาจและเป็นผู้ควบคุมนิตินโยบาย รองลงมาเป็นทุนนิยม ที่ทำให้สื่อกลายเป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ สุดท้ายคือสื่อด้วยกันเอง เนื่องจากโครงสร้างภายในไม่ได้ถูกควบคุมโดยกฎหมาย การกำหนดนโยบายหรือความสัมพันธ์จึงเป็นไปแบบอิสระ”

ตุลาการศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า หลักการพื้นฐานที่ยังขาดอยู่ในกฎหมาย คือ 1.การทำงานในลักษณะลบผลประโยชน์แอบแฝง หรือการแยกงานประชาสัมพันธ์ออกจากงานสื่อให้ชัดเจน เพราะสื่อคือผู้ทำหน้าที่คัดกรองให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การเผยแพร่ทุกสิ่งที่อยู่ในมือแก่สาธารณะ 2.รัฐไม่มีหน้าที่และต้องไม่ทำสื่อ แต่ในไทยโดยเฉพาะสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่ยังปลดล็อกตัวเองไม่ได้ และ 3.การให้เสรีภาพการทำหน้าที่ของกองบรรณาธิการที่ปราศจากการครอบงำโดยเจ้าของสื่อ เนื่องจากไม่มีการแยกผู้เป็นของสื่อออกจากผู้ปฏิบัติงานสื่อ

รศ.ดร.วิษณุ กล่าวถึงข้อเสนอต่อการปฏิรูปสื่อเริ่มต้นจากการปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยให้สอดคล้องต่อสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปในสังคม, แยกเจ้าของกิจการออกจากผู้บริหารงานสื่อ เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งแง่ของเนื้อหาและการทำงานที่เป็นอิสระปลอดการครอบงำ, ปรับระบบของกฎหมายให้กิจการในเรื่องสื่อถือเป็นกิจการพิเศษ ไม่เหมือนการลงทุนทั่วไป เพราะเกี่ยวเนื่องกับสิทธิเสรีภาพและการสื่อสารถึงสาธารณะ, การสร้างหลักประกันคุ้มครองให้ผู้ปฏิบัติงานสื่อว่าจะมีสิทธิเสรีภาพและความมั่นคง ไม่มีสถานะเป็นเพียงพนักงานบริษัทเลิกจ้างเมื่อใดก็ได้ และสุดท้ายคือการจัดสรรทรัพยากรทางด้านการสื่อสารมวลชนใหม่ให้ได้ดุลยภาพ โดยรัฐต้องถอยตัวออกจากการเป็นผู้ทำสื่อ

“ปัญหาการปฏิรูปสื่อส่วนใหญ่ไม่ต่างจากการปฏิรูปอื่นๆ คือปัญหาส่วนใหญ่มักยึดโยงกับรัฐที่ยังไม่หลุดออกจากอำนาจ และยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาจัดการมากนัก สิ่งที่เป็นห่วงไม่ให้เกิดขึ้นคือการปะทะกันระหว่างประชาชนกับรัฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะจะนำไปสู่สถานการณ์ที่ไม่มีใครฟังใครซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณมาบ้างแล้ว” ตุลาการศาลปกครองสูงสุด กล่าว

   

“เดชรัต” จี้รัฐเร่งคลายปม ปรับลดกิจการรุนแรง18 เหลือ 11 ประเภท

อดีตกก. 4 ฝ่ายฯ เชื่อหากมีคำชี้แจงชัดเจนกว่านี้ อาจไม่เป็นปัญหา โดยเฉพาะ โรงไฟฟ้า เหมืองแร่ใต้ดิน ท่าเทียบเรือ การถมทะเล การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก และชลประทาน แนะมอง ม. 67 วรรค 2 ให้รอบด้าน จะเห็นเป็นการเปิดประตูให้ภาคอุตฯ จับเข่าคุยทำความเข้าใจกับชุมชนอย่างเป็นขั้นตอน

อ่านข้อมูลเพิ่ม: “เดชรัต” จี้รัฐเร่งคลายปม ปรับลดกิจการรุนแรง18 เหลือ 11 ประเภท

   

หน้า 1 จาก 57

ข้อมูลสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย

สัมภาษณ์ - ปาฐกถา

ปฏิรูปประเทศไทย ในสื่อต่างๆ

ผู้เข้าชม เว็บไซต์

เรามี 1084 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Security Office)

สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยสถาบันพระปกเกล้า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ยืมเงิน